วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

La Révolution française est la période de l'histoire de France comprise entre l'ouverture des États généraux, le , et le coup d'État du 18 brumaire de Napoléon Bonaparte, le 9 novembre 1799. Il s'agit d'un moment crucial de l'histoire de France, puisqu'elle marque la fin de l'Ancien Régime, et le remplacement de la monarchie absolue française par une monarchie constitutionnelle, puis par la Première République. Elle a mis fin à la royauté, à la société d'ordres et aux privilèges. Elle a légué à la France la Déclaration des droits de l'homme et du citoyen, qui proclame l'égalité des citoyens devant la loi, les libertés fondamentales et la souveraineté de la Nation, apte à se gouverner au travers de représentants élus. Plusieurs centaines de milliers de personnes trouvèrent la mort durant cette révolution, notamment pendant la Terreur (16 594 personnes guillotinées[1]) et pendant les tentatives de contre-révolution, notamment la guerre de Vendée.
Dès son commencement, la portée universelle des idées de la Révolution française a été proclamée par ses partisans, et l'ampleur de ses conséquences soulignée par ses détracteurs[2]. Les guerres de la Révolution française, qui ont touché une large partie de l’Europe continentale, ont abouti à la création de « républiques sœurs » et à la transformation des frontières et des États d'Europe, contribuant à la diffusion des idées révolutionnaires. Ces conflits ont ensuite trouvé leur prolongement dans les guerres napoléoniennes. La Révolution est restée un objet de débats ainsi qu'une référence positive tout autant que négative tout au long des deux siècles qui l'ont suivie, en France comme dans le monde.
La Révolution française a créé des divisions immédiates et durables entre les partisans des idées révolutionnaires et les défenseurs de l'ordre ancien, et aussi entre les anticléricaux et l'Église catholique.
En 1799, Napoléon Bonaparte accède au pouvoir et inaugure la période du Consulat, qui aboutit, cinq ans plus tard, à l'avènement de l'Empire.


การปฏิวัติฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Révolution française) ระหว่าง ค.ศ. 1789-1799 เป็นยุคสมัยแห่งกลียุค (upheaval) ทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนถึงรากฐานในฝรั่งเศสซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อฝรั่งเศสและยุโรปที่เหลือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษล่มสลายลงใน 3 ปี สังคมฝรั่งเศสผ่านการปฏิรูปขนาดใหญ่ โดยเอกสิทธิ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ของอภิชนและทางศาสนาหมดสิ้นไปภายใต้การประทุษร้ายอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐมูลวิวัติ ฝูงชนบนท้องถนน และชาวนาในชนบท[1] ความคิดเก่าเกี่ยวกับประเพณีและลำดับชั้นบังคับบัญชา ของอำนาจพระมหากษัตริย์ อภิชนและศาสนา ถูกโค่นล้มอย่างฉับพลันโดยความเสมอภาค ความเป็นพลเมือง และสิทธิที่ไม่โอนให้กันได้ อันเป็นหลักการใหม่แห่งยุคเรืองปัญญา
การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้นใน ค.ศ. 1789 ด้วยการเรียกประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ในปีแรกของการปฏิวัติ เกิดเหตุการณ์สมาชิกฐานันดรที่สามประกาศคำปฏิญาณสนามเทนนิสในเดือนมิถุนายน การทลายคุกบัสตีย์ในเดือนกรกฎาคม คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองในเดือนสิงหาคม และการเดินขบวนสู่แวร์ซายซึ่งบังคับให้ราชสำนักกลับไปยังกรุงปารีสในเดือนตุลาคม เหตุการณ์อีกไม่กี่ปีถัดมาส่วนใหญ่เป็นความตึงเครียดระหว่างสมัชชาเสรีนิยมต่าง ๆ และพระมหากษัตริย์ฝ่ายขวาแสดงเจตนาขัดขวางการปฏิรูปใหญ่
มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา ภัยคุกคามจากนอกประเทศยังมีบทบาทครอบงำในพัฒนาการของการปฏิวัติ สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1792 และสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสที่อำนวยการพิชิตคาบสมุทรอิตาลี กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์ อันเป็นความสำเร็จซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสแต่ก่อนทำไม่ได้มาหลายศตวรรษ
ส่วนในประเทศ อารมณ์ของประชาชนได้เปลี่ยนการปฏิวัติถึงรากฐานอย่างสำคัญ จนลงเอยด้วยการขึ้นสู่อำนาจของมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์และกลุ่มฌากอแบ็ง (Jacobins) และเผด็จการโดยแท้โดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระหว่างสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1793 ถึง 1794 ซึ่งมีผู้ถูกสังหารถึงระหว่าง 16,000 ถึง 40,000 คน[2] หลังกลุ่มฌากอแบ็งเสื่อมอำนาจและรอแบ็สปีแยร์ถูกประหารชีวิต คณะดิเร็กตัวร์ (Directoire) เข้าควบคุมรัฐฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1795 และถืออำนาจถึง ค.ศ. 1799 เมื่อถูกแทนที่ด้วยคณะกงสุล (Consulat) ภายใต้นโปเลียน โบนาปาร์ต


การปฏิวัติฝรั่งเศสนำมาซึ่งยุคใหม่ของฝรั่งเศส การเติบโตของสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเสรีนิยม การแผ่ขยายของฆราวาสนิยม การพัฒนาอุดมการณ์สมัยใหม่และการประดิษฐ์สงครามเบ็ดเสร็จ[3] ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติ เหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งสามารถสืบยอนไปได้ถึงการปฏิวัติมีสงครามนโปเลียน การฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์สองครั้งแยกกัน และการปฏิวัติอีกสองครั้ง (ค.ศ. 1830 และ 1848) ขณะที่ฝรั่งเศสสมัยใหม่ก่อร่างขึ้น
La Révolution française est la période de l'histoire de France comprise entre l'ouverture des États généraux, le , et le coup d'État du 18 brumaire de Napoléon Bonaparte, le 9 novembre 1799. Il s'agit d'un moment crucial de l'histoire de France, puisqu'elle marque la fin de l'Ancien Régime, et le remplacement de la monarchie absolue française par une monarchie constitutionnelle, puis par la Première République. Elle a mis fin à la royauté, à la société d'ordres et aux privilèges. Elle a légué à la France la Déclaration des droits de l'homme et du citoyen, qui proclame l'égalité des citoyens devant la loi, les libertés fondamentales et la souveraineté de la Nation, apte à se gouverner au travers de représentants élus. Plusieurs centaines de milliers de personnes trouvèrent la mort durant cette révolution, notamment pendant la Terreur (16 594 personnes guillotinées[1]) et pendant les tentatives de contre-révolution, notamment la guerre de Vendée.
Dès son commencement, la portée universelle des idées de la Révolution française a été proclamée par ses partisans, et l'ampleur de ses conséquences soulignée par ses détracteurs[2]. Les guerres de la Révolution française, qui ont touché une large partie de l’Europe continentale, ont abouti à la création de « républiques sœurs » et à la transformation des frontières et des États d'Europe, contribuant à la diffusion des idées révolutionnaires. Ces conflits ont ensuite trouvé leur prolongement dans les guerres napoléoniennes. La Révolution est restée un objet de débats ainsi qu'une référence positive tout autant que négative tout au long des deux siècles qui l'ont suivie, en France comme dans le monde.
La Révolution française a créé des divisions immédiates et durables entre les partisans des idées révolutionnaires et les défenseurs de l'ordre ancien, et aussi entre les anticléricaux et l'Église catholique.
En 1799, Napoléon Bonaparte accède au pouvoir et inaugure la période du Consulat, qui aboutit, cinq ans plus tard, à l'avènement de l'Empire.


การปฏิวัติฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Révolution française) ระหว่าง ค.ศ. 1789-1799 เป็นยุคสมัยแห่งกลียุค (upheaval) ทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนถึงรากฐานในฝรั่งเศสซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อฝรั่งเศสและยุโรปที่เหลือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษล่มสลายลงใน 3 ปี สังคมฝรั่งเศสผ่านการปฏิรูปขนาดใหญ่ โดยเอกสิทธิ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ของอภิชนและทางศาสนาหมดสิ้นไปภายใต้การประทุษร้ายอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐมูลวิวัติ ฝูงชนบนท้องถนน และชาวนาในชนบท[1] ความคิดเก่าเกี่ยวกับประเพณีและลำดับชั้นบังคับบัญชา ของอำนาจพระมหากษัตริย์ อภิชนและศาสนา ถูกโค่นล้มอย่างฉับพลันโดยความเสมอภาค ความเป็นพลเมือง และสิทธิที่ไม่โอนให้กันได้ อันเป็นหลักการใหม่แห่งยุคเรืองปัญญา
การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้นใน ค.ศ. 1789 ด้วยการเรียกประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ในปีแรกของการปฏิวัติ เกิดเหตุการณ์สมาชิกฐานันดรที่สามประกาศคำปฏิญาณสนามเทนนิสในเดือนมิถุนายน การทลายคุกบัสตีย์ในเดือนกรกฎาคม คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองในเดือนสิงหาคม และการเดินขบวนสู่แวร์ซายซึ่งบังคับให้ราชสำนักกลับไปยังกรุงปารีสในเดือนตุลาคม เหตุการณ์อีกไม่กี่ปีถัดมาส่วนใหญ่เป็นความตึงเครียดระหว่างสมัชชาเสรีนิยมต่าง ๆ และพระมหากษัตริย์ฝ่ายขวาแสดงเจตนาขัดขวางการปฏิรูปใหญ่
มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา ภัยคุกคามจากนอกประเทศยังมีบทบาทครอบงำในพัฒนาการของการปฏิวัติ สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1792 และสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสที่อำนวยการพิชิตคาบสมุทรอิตาลี กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์ อันเป็นความสำเร็จซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสแต่ก่อนทำไม่ได้มาหลายศตวรรษ
ส่วนในประเทศ อารมณ์ของประชาชนได้เปลี่ยนการปฏิวัติถึงรากฐานอย่างสำคัญ จนลงเอยด้วยการขึ้นสู่อำนาจของมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์และกลุ่มฌากอแบ็ง (Jacobins) และเผด็จการโดยแท้โดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระหว่างสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1793 ถึง 1794 ซึ่งมีผู้ถูกสังหารถึงระหว่าง 16,000 ถึง 40,000 คน[2] หลังกลุ่มฌากอแบ็งเสื่อมอำนาจและรอแบ็สปีแยร์ถูกประหารชีวิต คณะดิเร็กตัวร์ (Directoire) เข้าควบคุมรัฐฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1795 และถืออำนาจถึง ค.ศ. 1799 เมื่อถูกแทนที่ด้วยคณะกงสุล (Consulat) ภายใต้นโปเลียน โบนาปาร์ต


การปฏิวัติฝรั่งเศสนำมาซึ่งยุคใหม่ของฝรั่งเศส การเติบโตของสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเสรีนิยม การแผ่ขยายของฆราวาสนิยม การพัฒนาอุดมการณ์สมัยใหม่และการประดิษฐ์สงครามเบ็ดเสร็จ[3] ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติ เหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งสามารถสืบยอนไปได้ถึงการปฏิวัติมีสงครามนโปเลียน การฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์สองครั้งแยกกัน และการปฏิวัติอีกสองครั้ง (ค.ศ. 1830 และ 1848) ขณะที่ฝรั่งเศสสมัยใหม่ก่อร่างขึ้น

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มงแซง-มีแชล (อังกฤษ: Mont Saint-Michel)

มงแซง-มีแชล คือวิหารที่ตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยว กลางทะเลชายฝั่งตะวันตก บริเวณแคว้นนอร์มองดีของประเทศฝรั่งเศส ได้รับประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2522 ภายใต้ชื่อ มงแซง-มีแชลและอ่าว ในปีหนึ่งจะมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนมงแซง-มีแชลกว่า 3 ล้าน 2 แสนคน ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยงยอดนิยมอันดับที่ 3 ของประเทศฝรั่งเศสรองลงมาจากหอไอเฟลและพระราชวังแวร์ซาย

Mont Saint Michel France 2    Mont Saint Michel France 3
ตัวเกาะอันเป็นที่ตั้งของวิหารนั้นเป็นหินแกรนิต โดยมีเส้นรอบวงเกาะประมาณ 960 เมตร และสูง 92 เมตร แล้วถ้าบวกกับความสูงของตัววิหารนั้นแล้วก็จะมีความสูงถึง 155 แมตร บนยอดวิหารเป็นรูปปั้นทองของเทวดามิเชล (ไมเคิล) สร้างโดย เอมานูแอล เฟรมีเย (Emmanuel Frémiet)

Mont Saint Michel France 4    Mont Saint Michel France 5

ประวัติ
มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.708 เมื่อโอแบรต์ (Aubert) เจ้าอาวาสโบสถ์เมืองอาวรองช์ (Avranches) สร้างโบสถ์บนเกาะนี้ตามบัญชาของนักบุญมิเชล (Saint Michel) ซึ่งมาให้นิมิตหลายครั้ง การสร้างโบสถ์นี้ลำบากยากเข็ญเพราะต้องนำหินแกรนิตมาจากเกาะโชเซย์ (iles Chaussey) หรือจากเบรอะตาญ (Bretagne) อันเป็นแคว้นใกล้เคียง ทั้งยังต้องลำเลียงหินสู่ยอดเขา มงต์-แซงต์-มิเชลกลายเป็นที่จาริกแสวงบุญของคริสต์ ศาสนิกชนผู้ที่เคร่งศาสนา จะเดินข้ามจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะยามน้ำทะเลลด หากกระแสน้ำเปลี่ยนเร็วมาก จึงทำให้ผู้จาริกแสวงบุญเสียชีวิตอยู่เนืองๆ

Mont Saint Michel France 6    Mont Saint Michel France 7

ระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึงศตวรรษที่ 16 มีการสร้างเพิ่มเติม ในศตวรรษที่ 10 นักบวชเบเนดิคตีนมาปักหลักที่นี่ ผู้คนค่อยๆ มาอพยพมายังเกาะ ตั้งหมู่บ้านที่เชิงเขา สภาพภูมิประเทศของมงต์-แซงต์-มิเชลทำให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอังกฤษระหว่าง สงครามร้อยปี อย่างไรก็ตามแบบสถาปัตยกรรมของมงต์-แซงต์-มิเชลเป็นป้อมปราการที่พร้อมรับมือข้าศึก ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสจนถึง ค.ศ.1863 มงต์-แซงต์-มิเชล กลายเป็นที่คุมขังนักโทษ

Mont Saint Michel France 8    Mont Saint Michel France 9

ต่อมาในค.ศ.1874 รัฐจัดให้มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นโบราณสถาน และทำการบูรณะครั้งใหญ่ โบสถ์เล็กๆ กลายเป็นวิหารขนาดใหญ่ด้วยการใช้โบสถ์เก่าเป็นฐานใน ค.ศ.1969 นักบวชเริ่มกลับมายัง มงต์-แซงต์-มิเชล ทำให้มีกิจกรรมทาง ศาสนาอย่างต่อเนื่อง ในค.ศ.1979 ยูเนสโกประกาศให้มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นมรดกโลก วิคตอร์ อูโก (Victor Hugo) นักเขียนเพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่เปรียบมงต์-แซงต์-มิเชลของฝรั่งเศสดุจดั่ง พีระมิดใหญ่ของอียิปต์


Mont Saint Michel France 10

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

 Eiffel Tower


 The Eiffel Tower (/ˈfəl ˈtaʊər/ EYE-fəl TOWR; French: Tour Eiffel, pronounced:  is a wrought iron lattice tower on the Champ de Mars in Paris, France. It is named after the engineer Gustave Eiffel, whose company designed and built the tower.
Constructed from 1887-89 as the entrance to the 1889 World's Fair, it was initially criticized by some of France's leading artists and intellectuals for its design, but it has become a global cultural icon of France and one of the most recognisable structures in the world.[3] The Eiffel Tower is the most-visited paid monument in the world; 6.91 million people ascended it in 2015.
The tower is 324 metres (1,063 ft) tall, about the same height as an 81-storey building, and the tallest structure in Paris. Its base is square, measuring 125 metres (410 ft) on each side. During its construction, the Eiffel Tower surpassed the Washington Monument to become the tallest man-made structure in the world, a title it held for 41 years until the Chrysler Building in New York City was finished in 1930. Due to the addition of a broadcasting aerial at the top of the tower in 1957, it is now taller than the Chrysler Building by 5.2 metres (17 ft). Excluding transmitters, the Eiffel Tower is the second-tallest structure in France after the Millau Viaduct.
The tower has three levels for visitors, with restaurants on the first and second levels. The top level's upper platform is 276 m (906 ft) above the ground – the highest observation deck accessible to the public in the European Union. Tickets can be purchased to ascend by stairs or lift (elevator) to the first and second levels. The climb from ground level to the first level is over 300 steps, as is the climb from the first level to the second. Although there is a staircase to the top level, it is usually only accessible by lift.

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559


Lyrics to Je M'appelle Hélène :

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Hélène
J'ai mes joies mes peines
Elles font ma vie
Comme la vôtre

เอเลน
ฉันมีทั้งความสุขและความทุกข์
เป็นส่วนประกอบของชีวิต
เช่นกันกับคุณทุกคน

Je voudrais trouver l'amour
Simplement trouver l'amour

ฉันอยากมีความรัก
แค่อยากมีความรัก

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Hélène
Si mes nuits sont pleines
De rêves de poèmes
Je n'ai rien d'autre

เอเลน
หากทุกค่ำคืนจะสมบูรณ์
ด้วยความฝันถึงบทกวีมากมาย
ฉันก็มีเพียงแค่นั้น

Je voudrais trouver l'amour
Simplement trouver l'amour

ฉันอยากมีความรัก
แค่อยากมีความรัก

Et même
Si j'ai ma photo
Dans tous les journaux
Chaque semaine

และอาจจริงที่ว่า
มีภาพฉันมากมาย
ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
ในแต่ละสัปดาห์

Personne
Ne m'attend le soir
Quand je rentre tard
Personne ne fait battre mon cœur
Lorsque s'éteignent les projecteurs

แต่ก็ไม่มีใครสักคน
รอฉันในยามค่ำคืน
เมื่อฉันกลับบ้านดึก
ไม่มีผู้ใดทำให้หัวใจฉันเต้นแรง
เมื่อฉันปิดไฟ

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Je voudrais trouver l'amour
Simplement trouver l'amour

ฉันอยากมีความรัก
แค่อยากมีความรัก

Et même
Quant à la télé
Vous me regardez
Sourire et chanter

และก็จริงอีกว่า
เหมือนในโทรทัศน์
คุณดูฉัน
ยิ้มและร้องเพลง

Personne
Ne m'attend le soir
Quand je rentre tard
Personne ne fait battre mon cœur
Lorsque s'éteignent les projecteurs

แต่ก็ไม่มีใครสักคน
รอฉันในยามค่ำคืน
เมื่อฉันกลับบ้านดึก
ไม่มีผู้ใดทำให้หัวใจฉันเต้นแรง
เมื่อฉันปิดไฟ

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Hélène
Et toutes mes peines
Trouverons l'oubli
Un jour ou l'autre

เอเลน
และความทุกข์ทั้งปวงของฉัน
จะไม่หลงเหลือให้จดจำอีกต่อไป
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

Quand je trouverai l'amour
Quand je trouverai l'amour

เมื่อฉันพบรัก
เมื่อฉันพบรัก
                                                               

                                                            เจ้าชายน้อย : Le petit prince

                เจ้าชายน้อย (ฝรั่งเศส : Le petit prince, อังกฤษ : The Little prince) เป็นนวนิยายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของ อองตวน เดอ แซง-แตกซูเปรี นักเขียนชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์ครั้งปี ค.ศ.1943 เขาเขียนนวนิยายชิ้นนี้ขณะพำนักอยู่ที่นิวยอร์ก เจ้าชายน้อยถือว่าเป็นหนังสือขายดีติดอันดับ ได้รับการแปลกว่า 190 ภาษา กว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก หลายประเทศได้นำไปสร้างเป็นการ์ตูน ภาพยนตร์ และในรูปแบบอื่นๆ แรกเริ่มเดิมที     อองตวนเดอ แซง-แตกซูเปรี มีจุดประสงค์เขียนเพื่อเสียดสีสังคมเท่านั้น แต่ด้วยเนื้อหาที่มีแง่คิดดีๆ ได้ถูกนักวิจัยจัดให้งานเขียนชิ้นนี้อยู่ในวรรณกรรมเยาวชนแทน ทั้งยังมีแง่คิดดีๆ ที่คล้ายคลึงกับหลักพุทธธรรมอีกด้วย เช่น หลักอนิจจัง



                การเดินทางของเจ้าชายน้อย เจ้าชายจากดาวดวงเล็กซึ่งมีภูเขาไฟลูกเล็กๆไม่กี่ลูกและดอกกุหลาบผู้แสนเย่อหยิ่งจนทำให้เจ้าชายน้อยสับสนในความสัมพันธ์ เขาออกจากดาวของตนเพื่อเสาะหาความหมายของมิตรภาพ เจ้าชายน้อยได้พบคนมากมาย ทั้งชายขี้เมา นักธุรกิจ พระราชา ชายหลงตัว นักภูมิศาสตร์ และคนจุดโคม แต่ไม่ได้คำตอบ ในที่สุด เจ้าชายน้อยก็มาถึงดาวโลก เขาได้พบสุนัขจิ้งจอกและดอกกุหลาบมากมายที่เหมือนกุหลาบบนดาวของเขา ซึ่งทำให้เขาสับสนหนักขึ้นกับสิ่งที่ตัวเขาพบเจอ แต่แล้วสุนัขจิ้งจอกก็ได้สอนให้เจ้าชายน้อยรู้จักความหมายของมิตรภาพที่เขาเฝ้าค้นหา และก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ความช่างคิดและความรักที่เขามีต่อดอกกุหลาบบนดาวของเขาก็ทำให้นักบินคนหนึ่งที่เครื่องบินตกกลางทะเลทราย และได้พบเจ้าชายน้อยโดยบังเอิญ ได้สัมผัสมิตรภาพจากเจ้าชายองค์นี้และนำมาบอกเล่าให้เราได้รู้



          สิ่งต่างๆที่เจ้าชายน้อยเดินทางไปพบ จริงๆแล้วก็เป็นสิ่งเดียวกับที่เราเจอะเจอในชีวิตประจำวัน คนที่นั่งนับแต่ดาวทั้งวันโดยไม่รู้ว่าการนับหรือแม้แต่ดาวทั้งหมดบนฟ้า มีประโยชน์อะไร..พระราชาที่ไม่มีใครให้ปกครอง มุมมองของเจ้าชายน้อยที่มีต่อคนเหล่านี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า..ความสุขที่แท้จริงของชีวิตอยู่ตรงไหน..เคยมีสักครั้งไหมที่ในชีวิตไม่รู้ว่าทำอะไรบางอย่างไปทำไม  เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เจ้าหมาจิ้งจอกสอนเจ้าชายน้อยก็เป็นสิ่งที่จริงเป็นอย่างยิ่ง หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของเจ้าชายน้อยกับดอกกุหลาบที่น่าจะเป็นตัวแทนของความรัก ถ้าจะถามว่าผู้อ่านได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้..ได้มองชีวิตในมุมที่ต่างออกไป มองง่ายๆ คิดง่ายๆ ด้วยใจที่ปราศจากอคติ มองเห็นความงดงามของชีวิต ของโลก และได้เรียนรู้ว่า..”เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น..สิ่งสำคัญนั้น บางครั้งก็ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา”..

                                                     

                                                        ผู้แต่ง : Antoine de Saint Exupery (อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี)

                                                 ผู้แปล : อำพรรณ โอตระกูล : สำนักพิมพ์ SE-ED

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Les bonnes manières indispensables à table
(เล บอน มานิแยร์ แอ็งดิสป็องซ๊าบ อา ต๊าบเบลอะ)
มารยาทที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่งบนโต๊ะอาหาร


1. ไม่ควรทำอะไรบนโต๊ะอาหาร ก่อนเจ้าบ้าน(Hôte)จะทำก่อนเป็นครั้งแรก เช่น เราไม่ควรหยิบช้อนมาเล่นเป็นวงเคาะกะลา หรือนั่งดีดแก้วให้มีเสียงกังวานน่าฟัง เพราะเป็นการกระทำต้องห้ามสำหรับแขก

2. หากเราเป็นแขกหน้าใหม่ ไม่ค่อยทราบธรรมเนียมปฏิบัติ เราก็แค่นั่งรอเงียบๆ ใช้สายตาสังเกตคนข้างๆว่าเขาทำอะไร แล้วก็ทำตามอย่างเขาเลยคะ

3. เวลาทานซุป อย่านำช้อนเข้าปากทั้งช้อนด้วยความยินดีในรสชาติอันแสนเอร็ดอร่อยนะครับ เริ่มตั้งแต่เวลาตักเลย ให้เราตักซุปแบบตักออกจากตัวเอง แล้วค่อยจิบซุปอย่างละเมียดละไมคะ

4. หากไม่แน่ใจว่าจะใช้มือในการหยิบจับอาหาร(จำพวกขนมปัง)ได้ไหม ขอแนะนำให้ใช้ภาชนะบนโต๊ะแทนมือเปล่าจะดีกว่านะคะ

5. คุณต้องไม่วางภาชนะบนผ้าปูโต๊ะหลังจากที่ใช้มันแล้ว เช่น เมื่อใช้ช้อน ส้อม หรือมีดแล้ว ต้องไม่วางบนโต๊ะนะคะ

6. จงตั้งสติให้ดี ถ้าหากเผลอทำสิ่งใดหก หรือคว่ำบนโต๊ะ ต้องไม่เอะอะโวยวายให้แขกท่านอื่นและเจ้าบ้านต้องรำคาญใจ

7. เกลือกับพริกไทยจะอยู่คู่กันตลอดบนโต๊ะ

Du sel (ดู แซ็ล) = เกลือ

Du poivre(ดู ป๊วฟเวรอะ) = พริกไทย

อย่าได้ถามหาซอส น้ำปลาหรือเครื่องปรุงอื่นนะครับ จะเป็นการเสียมรรยาทเพราะเหมือนเป็นการดูถูกในรสชาติอาหาร หากเป็นในร้านอาหารก็จะเท่ากับว่าเป็นการดูถูกเชฟคะ

8. อย่าลืมคำพูดเหล่านี้เด็ดขาด เวลาจะขอความช่วยเหลือและขอบคุณ

S’il vous plaît (ซิล วู เปล) = ได้โปรด = Please

Merci (แมร์ซี่) = ขอบคุณ = Thank you

9. ห้ามใส่น้ำแข็งในแก้วไวน์เพื่อเพิ่มความเย็นฉ่ำเด็ดขาด

10. หากคุณต้องการดื่มไวน์อีก ก็แค่ดื่มในแก้วให้หมด แล้วรอเติมใหม่

แต่ถ้าไม่ต้องการอีก ควรเหลือไวน์ไว้ก้นแก้วเพื่อเป็นการบ่งชี้ว่าไม่รับเพิ่มแล้ว

11. เมื่อทานเสร็จแล้ว วางภาชนะไว้ในแนวขนานบนจาน(ช้อน ส้อม คู่กัน)

12. มือทั้งสองข้างของเราต้องวางให้เห็นบนโต๊ะ ไม่เก็บไว้ใต้โต๊ะแอบเล่นมือถือ

แคะ แกะ หรือเกาอะไรทั้งสิ้น

13. ไม่พูดคุยขณะอาหารเต็มปาก และไม่ทานอาหารเสียงดัง ข้อนี้ก็เหมือนมรรยาทไทยเลยคะ

14. ไม่ควรวางสิ่งของอื่นๆบนโต๊ะ เช่น

(nm.)Portefeuille (ปอร์เตอะเฟย) = กระเป๋าเงิน = Wallet

(nm.)Téléphone portable (เตเลฟอน ปอร์ต๊าบเบลอะ) = โทรศัพท์มือถือ =Mobile telephone

(nf.)Clé (เกล) = กุญแจ = Key

15. หากเป็นผู้หญิง ควรระวังไม่ให้มีรอยลิปสติกติดแก้ว

16. หากอยากทำธุระส่วนตัว เช่น จะไปเข้าห้องน้ำ ให้เอ่ยว่า
Excusez-moi (เอ๊กซ์กูเซ่ มัว) = Excuse me คะ

หากอ่านครบแล้วจะพบว่ามีหลายข้อที่ตรงและเหมือนมรรยาทของคนไทย คงไม่ยากที่จะปฏิบัติกันนะคะ

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

 วันสำคัญในประเทศฝรั่งเศส(Les fêtes françaises)

Le Nouvel An (31 ธันวาคม - 1 มกราคม)

 

   วันขึ้นปี้ใหม่เที่ยงคืนวันที่ 31 ธันวาคม มีการฉลอง การกอดและประเพณีการอธิฐานว่า"Bonne et heureuse année".และการใหเงินแก่เด็กๆ

Le Nouvel An: (31 décembre-le 1er janvier)
A minuit du 31 décembre, on réveillonne, on  s'embrasse et on prononce les voeux traditionnels "Bonne et heureuse année". On donne des étrennes aux enfants.

L'Epiphanie เป็นวันกษัตริย์(6 มกราคม)

  ประเพณี นี้มีการทานขนม une galette หาถั่วอยู่ในแป้งสาลี คนที่หาถั่วเจอจะกลายเป็นกษัตริย์หรือราชินีถือเป็นประเพณีการเล่นแบบหนึ่งของเด็ก

L'Epiphanie, la fête des rois: (le 6 janvier)
On mange une galette des rois. Elle caxhe "la fève" dans sa pâte. Celui qui trouve la fève devient roi ou reine de la fête.

la Vierge(2 กุมภาพันธ์)

  วันของพระแม่หลังจากสัปดาห์วันเกิดของพระเยซู วันนี้ยังคงมีชื่ออยู่แต่ประเพณีมีการเปลี่ยนแปลง มีการทำเครป โดยต้องโยนกลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว ว่า "coup de poêle"

La Chandeleur: (le 2 février)
La fête de la Vierge quelues semaines après la naissance de l'Enfant Jésus. Aujourd'hui, le nom est resté mais la tradition a changé. A la maison, on fait des crêpes qu'on doit faire sauter en l'air d'un habile "coup de poêle"




Mardi gras(40วันก่อนวัน Pâques)

  มีการแต่งตัวแฟตาซีเป็นช่องเวลาการเดินขบวน Carnava แล้วเป็นช่วงวันหยุดฤดูหนาวเช่นกัน

Mardi gras: (40 jours avant Pâques)
On se déguise. C'est l'époque des défilés de Carnaval. C'est aussi la période des vacances d'hiver.

La Saint-Valentin (14 กุมภาพันธ์)

  วันแห่งความรัก มีการให้ดอกไม้ ส่งการด์  Valentin

La Saint-Valentin: (le 14 frévier)
Le fête des amoureux, on s'offre des fleurs, on s'envoie des cartes "Vive St Valentin"


Pâques (ระหว่างวันที่ 22 มีนาคมและ 25 เมษายน)

   เพื่อคริตส์ศาสนา เป็นที่คืนชีพของพระเยซูคริตส์ มีการให้ไข่ช๊อกโกแลตหรือน้ำตาลแก่เด็กๆ แล้วมีการสั่นระฆังที่โบสถ์

Pâques: (entre le 22 mars et le 25 avril)
Pour les chrétiens, la résurrection du Christ, on offre des oeufs en chocolat ou en sucre aux enfants. Les cloches des églises sonnent partout.

วันแรงงาน(วันที่ 1 พฤษภาคม)

   มีการให้เพื่อนให้ดอก muget แก่ผู้ใช้แรงงานเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข

Le Premier Mai: (le 1er mai)
C'est la fête du travail. On offre aux amis une branche ou un brin de muguet qui est un symbol du bonheur.

L'Ascension(40วันหลังวันPâques)

     เป็นวันเฉลิมฉลองพระเยซูขึ้นสวรรค์

L'Ascension: (40 jouts aprés Pâques)On célèbre la montée au ciel du Christ.


วันชาติฝรั่งเศส(14กรกฏาคม)

   มีการเดินขบวนทหารตอนเช้า จุดดอกไม้ไฟตอนเย็น มีการตบแต่งหน้าต่าง ธงและสถานที่ต่างๆในสาธารณะ

La Fête Nationale: (le 14 juillet)**Il y a des défilés militaires le matin, des feux d'artifice le soir. On décore les fenêtres se drapeaux. On danse sur les places publiques.

L'Assomption (วัน15สิงหาคม)

     เป็นระลึกถึงพระแม่ของพระเยซู

L'Assomption: (le 15 août)La Fête de la Mère du Christ, la Vierge Marie.


La Toussaint (วันที่1 พฤศจิกายน)

    เป็นวันที่ไปที่สุสานเพื่อวางดอกchrysanthèmesที่หลุมศพ

La Toussaint: (le 1er november)C'est la Fête se tous les saints. Les Françis vont au cimetière pour fluerir la tomes de leurs morts. On vend des chrysanthèmes, la fleur des cimetières.

L'anniversaire de l'armistice de 1918 (วันที่11พฤศจิกายน)

    วันนี้ประธานาธิปดีจะนำพวงหลีดมาวางที่บนหลุมศพของทหารที่ไม่ญาติใต้ประตูชัยl'Arc de Triomphe de l'Etoile.

L'anniversaire de l'armistice de 1918: (le 11 novembre)Le Président de la République dépose une couronne sur la tombe du soldat inconnu sous l'Arc de Triomphe de l'Etoile.


Noël (25 ธันวาคม)



 วันคริตส์มาส มีการเฉลิมฉลองวันเกิดของพระเยซูเจ้า เป็นการเริ่มต้นของวันหยุดในคืนที่24,25  เด็กๆจะนำถุงเท้าแขวนไว้ที่ปลองไฟ แล้วซานต้าจะวางของขวัญแขวนไว้ตอนกลางคืนและยะงเป็นวันคริตส์อีฟอีกด้วย

Noël: (le 25 décembre) la commémoration de la naissance du Christe
C'est le début des Fêtes de fin d'année. Dans la
nuit de 24 au 25, les enfants placent leurs chaussures devant la cheminée. Le "Pere Noël" ca y mettre des cadeacx pendent la nuit. On fait aussi le réveillon.

เทศกาลสำคัญ Le festival

Le festival du théâtre à Avignon. (เทศกาลละครที่ Avignon)



สร้างโดย Jean Vilar ในปี 1947 จัดขึ้นทุกปีในเดือนกรกฎาคม ที่บริเวณลานกว้างหน้าพระราชวังโป๊ปซึ่งมีทั้งละคร การแสดงระบำ ดนตรี มายากล



Le festival du film à Canne. (เทศกาลภาพยนต์ที่ Canne)


เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 ถือเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเทศกาลหนึ่ง และมีอิทธิพลมากที่สุดรวมถึงชื่อเสียง เทียบเคียงกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสและเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน งานจัดขึ้นประจำปี ราวเดือนพฤษภาคม ที่ Palais des Festivals et des Congrès ในเมืองกาน ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส



Fête de la lavande.(เทศกาลลาเวนเดอร์ที่ Provence )



กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลลาเวนเดอร์ประจำปีในแคว้นโพรวองซ์ ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาชมการเก็บเกี่ยว เลือกชม เลือกชิม เลือกซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกร สาธิตการกลั่นลาเวนเดอร์ และขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์ ชมการแสดงพื้นเมือง ของชาวโพรวองซ์ ร่วมเก็บเกี่ยวลาเวนเดอร์จากทุ่งและนำกลับไป เป็นของที่ระลึกจากโพรวองซ์ พลาดไม่ได้กับการนั่งเฮลิคอปเตอร์ ชมทุ่งลาเวนเดอร์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ... วันที่ 4 กรกฎาคม ที่เมือง Ferrassières ... วันที่ 18 กรกฎาคม ที่เมือง Valensole



Le festival de la musique à Aix-en-Provence. (เทศกาลดนตรีที่ Aix-en-Provence)





Le Tour de France (การแข่งจักรยาน)

แข่งขันจักรยานทางไกลที่เริ่มจัดครั้งแรกในปี 1903 และถูกจัดต่อเนื่องมาจนกระทั่งทุกวันนี้

Le festival de la bande dessinée à Angoulème. (เทศกาลการ์ตูนที่ Angoulème)

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ทศกาลประจำปีที่น่าเที่ยวของฝรั่งเศส



Carnival de Nice Le

งานคาร์นิวัลที่เมืองนีซ นั้นเป็นหนึ่งในงานคาร์นิวัลหลักๆ ของโลก นอกจาก งานคาร์นิวัลที่บลาซิล และ งานคาร์นิวัลที่เวนิช อิตาลี เลยทีเดียว ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นทุกๆ ปีประมาณเดือน กุมพาพันธ์ ใน เมือง นีซ ประเทศ ฝรั่งเศส 

จากบันทึกแสดงให้เห็นว่า งานคาร์นิวัลนี้มีมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1294 โดย ท่านเคาท์แห่งปรอแวนส์ (Count of Provence ) ได้จัดงานเฉลิมฉลองขึ้น จึงมีการสันนิฐานว่าเป็นจุดกำเนิดของงานคาร์นิวัลที่เมืองนิซแห่งนี้ โดยแต่ละปี งานคาร์นิวัลที่เมืองนีซมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมมากว่า 1,000,000 คนต่อดี ซึ่งมีการจัดงานยาวถึง 2 สัปดาห์เลยทีเดียว





Le Festival de Cannes 

เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 ถือเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเทศกาลหนึ่ง และมีอิทธิพลมากที่สุดรวมถึงชื่อเสียง เทียบเคียงกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสและเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน และเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่ไม่เฉพาะภาพยนตร์ที่เป็นกระแสเหมือนกับ Holly woods แต่เป็นงานที่เปิดโอกาสให้กับภาพยนต์สั้นของผู้จัดทำภาพยนตร์อิสระ งานจัดขึ้นประจำปี ราวเดือนพฤษภาคม ที่ Palais des Festivals et des Congr?s ในเมืองคานส์ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส





Ferias de Nimes 

งานเทศกาลที่เมืองนิมส์ เป็นการจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความกล้าหาญในการต่อสู้ของวัวกระทิงและนักสู้วัวกระทิง หรือ โตแรโร ( Torero ) โดยนักสู้วัวกระทิงนี้มีสถานะที่เป็นเหมือนกับวีรบุรุษของชาติ เหมือนกับ นักฟุตบอลของประเทศเลยทีเดียว งานเทศกาลนี้ไม่จำเป็นต้องชมการต่อสู้วัวกระทิงเท่านั้น ยังมีกิจกรรมมากมายที่ทำให้งานเทศกาลที่เมืองนิมส์มีความรื่นเร่งเช่น การแสดงดนตรีตามถนนสายต่างๆ ภายในเมืองเป็นต้น

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

 แหล่งช้อปปิ้งในปารีส

             ปารีส ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแฟชั่นของโลก เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เต็มไปด้วยร้านค้า และห้างสรรพสินค้า ต่างๆ มากมาย ซึ้งจะมีทั้งเสื้อผ้า ที่ออกแบบจากนักออกแบบชื่อดัง และยังสนุกไปกับการซื้อของ และเดินท่องไปยังถนนต่างๆ ของปารีส ซึ้งนักช้อปไม่ควรพลาด เรียกว่า เดินทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ   


แหล่งช้อปปิ้งในปารีส-Champss Elyysees

            ชองป์เอลิเซ่  ได้รับขนานนามว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในโลก เป็นถนนในเขตที่ 8 ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นย่านการค้า  ที่ประกอบด้วยด้วย โรงละคร ร้านค้าหรูหรา  สองข้างทางมีต้นเซสนัด ปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ชองป์เอลิเซ่ มาจาก คำว่า เอลิเซี่ยม จากเทพปกรณ์ณัมกรีกในภาษา ฝรั่งเศส

          จนกระทั้ง ปี ค.ศ 1616 มาริ เดอ เมริชิ สมเด็จพระราชินีนาถแห่งฝรั่งเศส ทรงขยายพื้นที่สวนย่อมของพระราชวังตุยเลอรีล์ เป็นถนนที่มีต้นไม่สองข้างทาง ในปี 1724 ได้รับการขยายไปเชื่อมกับ จัตุรัสแห่ง

ดวงดาว ( ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น จัตุรัสชาร์ลล์ เดอ โกลลล์ เป็นที่ตั้งของประตูชัยฝรั่งเศส) จนปัจจุบัน ถนนสายนี้ได้รับการขนานนามว่า เป็นถนนที่สวยที่สุดในโลก


แหล่งช้อปปิ้งในปารีส-Galleries Lafayette

แกลเลอรี่ลาฟาร์แยตต์ เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียง และใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส เป็นห้างเก่าแก่อยู่คู่ฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1893 มีสาขากระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะ แกลเลอรี่ลาฟาแยตต์ สาขาถนน โฮสมานน์ ในปารีสนั้น เป็นทสาขาที่ใหญ่ที่สุด มีสิ้นค้าแบรนด์เนม ให้เลือกซื้อหาหลากหลาย ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน น้ำหอม ไปจนถึงไวน์ชื่อดังของฝรั่งเศส

ทางห้างจัดกิจกรรมส่งเสรมการขาย โดยจัดเทศกาลลดราคาในช่วงต่างๆตลอดปี คือ

-Summer Sale จากปลายเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม เป็นเวลา 5 สัปดาห์

- Winter Ssle จากกลางเดือนมกราคม – ต้นเดือนมีนาคม เป็นเวลา 5 สัปดาห์เช่นเดียวกัน

- ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ( ปลายเดือนเมษายน/ต้นเดือนพฤภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง (ปลายเดือนพฤษจิกายน/ต้นเดือนธันวาคม) จัดรายการลดราคาสินค้าคอลเลคชั่นใหม่อีกราว  1 สัปดาห์ และในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ก็ยังมีกิจกรรมลดสินค้าส่งท้ายปลายปีอีกครั้ง และตัวอาคารก็จะจัดตกแต่งประดับประดาด้วยไฟคริสต์มาสอย่างอลังการสวยงามตระการตา


แหล่งช้อปปิ้งในปารีส-Galleries Lafayette

 กรุงปารีส นับเป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่ง ที่หากใครได้ไปเยือนแล้วก็ตกหลุมรัก ในบรรยากาศอันสุดจะแสนโรแมนติกของเมืองนี้ จนอยากจะกลายเป็นคนเมืองนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วัฒนธรรม ในประเทศฝรั่งเศสและสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ

ชาวฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการนอนกลางวัน จึงส่งผลให้ประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสชอบนอนกลางวันตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนลึกของวัฒนธรรม คล้ายคลึงกับของอังกฤษและอิตาลีอยู่แล้ว ไม่สามารถแบ่งได้ชัดเจนเด่นชัด เช่น การจับมือ ภาษา เป็นต้น

สิ่งที่ควรทำ – ไม่ควรทำ

1.คุณสามารถกล่าวทักทายว่าบงชู (Bonjour) ซึ่งหมายถึงสวัสดีตอนเช้า
หรือบงซัว (Bonsoir) ที่หมายถึงสวัสดีตอนเย็น
กล่าวลาเมื่อจะจากไปด้วยคำว่า โอ”เครอ”วัว (Au revoir)  ที่แปลว่า ลาก่อน
และกล่าวขอบคุณว่า แม็กซิ (Merci) ได้



2. วิธีทักทายสำหรับคนที่รู้จักกันนั้นคือการแลกจูบแก้มซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคู่ทักทายของคุณจะเป็นหญิงหรือชาย ตามงานพิธีต่างๆ ชาวฝรั่งเศสใช้วิธีชนแก้มกันทั้งสองข้าง (la bise) ว่ากันว่าชาวปารีสนิยมแนบแก้มกันถึง 4 ครั้ง ถ้าเป็นเมืองนอกเขตปารีสทำเพียง 2 ครั้ง



3. เมื่อไปรับประทานอาหารตามภัตราคารอย่าตะโกนเรียกบริกรว่า”การ์ซ็อง (garçon)” ที่ตรงกันกับภาษาอังกฤษว่า boy ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสถือว่าไม่ สุภาพ ควรเรียกว่าเมอซิเออร์ และกล่าวคำว่า ซิล วู เปล ซึ่งแปลว่ากรุณา เวลาสั่งอาหารหรือขออะไรเพิ่มเติมจึงถือว่าสุภาพและควรถอดหมวก เสื้อคลุม โอเวอร์โค๊ดหรือแจ้กเก็ต เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ก่อนทุกครั้ง



4. สนามหญ้าในฝรั่งเศสมีไว้ให้ดูและชื่นชมความเขียวชอุ่ม ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ยกเว้นตามสนามหญ้าที่เปิดเป็นสาธารณะ หากคุณละเมิดกฏเข้าไปในสนามหญ้าซึ่งมีป้าย pelouse interdite แปลว่า สนามหญ้าห้ามเข้า กำกับอยู่ ถือว่าคุณทำผิดกฏหมาย



5. เมื่อชาวฝรั่งเศสต้องการโบกมือลาเขาจะยกมือพร้อมกับขยับนิ้วขึ้นลง ๆ



6. รถแท็กซี่ในฝรั่งเศสนั่งได้ 3 คน เฉพาะที่ตรงด้านหลังคนขับเท่านั้นที่นั่งด้านขวามือข้างหน้าคู่กับคนขับ นั้น มักไว้ให้เป็นที่นั่งของสัตว์เลี้ยง

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วันนี้จะพาเพื่อน ๆ ไปช้อปปิ้งที่ฝรั่งเสศกันใครไปฝรั่งเศสไม่ซื้อน้ำหอมก็ถือว่ายังมาไม่ถึงฝรั่งเศสเพราะฝรั่งเศสถือว่าเป็นต้นแห่งการทำน้ำหอมเลยก็ว่าได้
1. น้ำหอมฝรั่งเศส ฝรั่งเศสมีชื่อเสียงในการปรุงน้ำห้อมระดับโลกนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวฝรั่งเศสมักจะต้องซื้อน้ำหอมกลับมาฝากเพื่อนๆ ที่บ้านกัน โดยเฉพาะน้ำหอมแบรนด์ฝรั่งเศสจะถูกกว่าที่อื่น ๆ ถูกกว่าเมืองไทยแน่นอน โดยเมืองที่เป็นต้นตำหรับในการผลิตน้ำหอมส่งขายทั่วฝรั่งเศสและทั่วโลกคือเมืองกราสอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ยี่ห้อน้ำห้อมที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสก็จะมี Christian, Dior Guerlain,Pacorabanne และแบรนด์อื่น ๆ อีกเพียบ เพื่อน ๆ ไปเที่ยวฝรั่งเศสไม่ควรพลาดเด็ดในการเลือกซื้อน้ำหอม

2. เครื่องสำอางของฝรั่งเศส ก็ถือว่าน่าซื้อน่าชอปซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อมีทั้งครีมบำรุงผิว แป้งฝุ่น ลิปสติก อายแชโดว์ มาสคาร่า อายไลนเนอร์ มียี่ห้อที่ดังในเมืองไทยก็จะมี Lancome, Orlane, Nina Ricci, Yves Saint Laurent, Christian Dior ฯลฯ และอื่นอีกมาก ราคาก็ถูกว่าบ้านเราอีก น่าช้อปปิ้งจริง ๆ

3. เสื้อผ้า และ สินค้าแฟชั่น ฝรั่งเศสถือว่าเป็นแหล่งรวมแฟชั่นตัวแม่เลยก็ว่าได้ ถือว่าเป็นดินแดนชั้นนำแฟชัน ใครที่อยากเรียนเรื่องแฟรชั่นต้องมาเรียนที่ฝรั่งเศสเพราะที่ฝรั่งเศสมีดีไซเนอร์ชื่อดังมากมาย แฟชั่นที่นี่ถือว่าเป็นต้นฉบับของแฟชั่นทั่วโลกก็ว่าได้ เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ดัง ๆ ก็จะมีแบรนด์ Chanel Yves Saint Laurent Nina Ricci Guy Laroche, Pierre Cardin ฯลฯ ไม่ควรพลาดเด็ดขายเลยหากเพื่อน ๆ เที่ยวฝรั่งเศส

4. กระเป๋าและเครื่องหนัง กระเป๋าแบรนด์เนมจากฝรั่งเศสถือเป็นสินค้าที่นักท่องเที่ยวชอบมาก ๆ หากเอ่ยชื่อแบรนด์กระเป๋าของฝรั่งเศสเชื่อว่าเพื่อน ๆ ต้องรู้จักแน่นอน กระเป๋าแบรนด์เนมของฝรั่งเศสเป็นที่นิยมมากถึงขึ้นต้องต่อแถวซื้อกันเลยทีเดียวและขอบอกว่าแพงเอาการเลยใบหนึ่ง ราคาเป็นแสน ๆ ยี่ห้อที่เราคุ้นเคย Chanel, Louis Vitton และยังมีอื่น ๆ ได้แก่ Lancel, Longchamp นอกจากนี้ยังมีเครื่องหนังที่เป็นสินค้ายอดนิยมของแบรนด์ Yves Saint Laurent NiNa Ricci Gucci หาเป็นกระเป๋าเดินทางต้องนี่เลย Delsey

5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์ (Vin) ถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อของฝรั่งเศสเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นไวน์แดงหรือไวน์ขาว โดยไวน์ขึ้นชื่อจะผลิตที่แคว้นเบอร์กันดี บอร์โดซ หรือแคว้นอัลซาส สองแคว้นนี้จะขึ้นชื่อเรื่องการผลิตไวน์ ส่วนแชมเปญจะผลิตที่แคว้นชองปาญแทงทา เมืองในแคว้นนี้จะมีแชมเปญให้นักท่องเที่ยวได้เลือซื้อไปเป็นของฝากได้เช่นกัน

6. ของที่ระลึก ร้านขายของที่ระลึกในฝรั่งเศสจะมีอยู่ทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อน ๆ สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นพวกกุญแจ รูป โมเดล ของที่ระลึกเล็ก ๆ น้อย ก็มีให้เราได้เลือกซื้อกันจ้าว

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หรูหราประสา “คานส์” ประเทศฝรั่งเศส ยุโรป


                                                                                                            เมืองคานส์  ประเทศฝรั่งเศส, ยุโรป

     เมืองคานส์ อยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันออกของฝรั่งเศส ติดกับทะเลเมดิเตอเรเนียน อยู่ในภูมิภาคที่เรียกว่า “โกต ดาซูร์”เป็นดินแดนแห่งการพักผ่อนไม่เคยมีฤดูหนาว มีเมืองอื่นๆเรียงรายติดต่อกันทั้งเมือง อองตีบส์ นีซ แซ็งต์-ฌอง-กัป-แฟราต์ วิลฟรองช์-ซูร์-แม ทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อ “ริเวียร่า” นั่นเอง

     เมืองคานส์ แห่งนี้มีทิวทัศน์สวยงามทั้งภูเขาและท้องทะเล หาดทรายที่ทอดยาวเหยียด ท่ามกลางบรรยากาศหรูหรามีชีวิตชีวาตลอดเวลา ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ที่มักจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม จะมีนักเดินทางจากทุกมุมโลกมาเยือนเมืองนี้ ถึงแม้ว่าจะมีเทศกาลทางวัฒนธรรมระดับโลกที่นี่บ่อยครั้ง แต่ก็กลมกลืนกับหมู่บ้านเล็กๆ วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นเป็นอย่างดี


                                      เทศกาลหนังเมืองคานส์  ประเทศฝรั่งเศส, ยุโรป

     เมืองคานส์ เป็นเมืองที่จัดงานที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก คือ เทศกาลเมืองคานส์ (CANNES FILM FESTIVAL) เป็นเทศกาลที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1946 ถือเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเทศกาลหนึ่ง และมีอิทธิพลมากที่สุด รวมถึงชื่อเสียงเทียบเคียงได้กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เวนิสและเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน งานจะจัดขึ้นประจำปีราวเดือนพฤษภาคม อาคารที่ใช้ในการจัดงานเป็นอาคารขนาดเล็กสูง 2-3 ชั้น ในช่วงเทศกาล อาคารจึงจะได้รับการตกแต่งให้ดูเลิศหรูอลังการสักครั้งหนึ่ง ที่ลานด้านหน้าอาคาร มีรอยประทับเท้าพร้อมลายเซ็นต์ของดาราฮอลลีวู๊ดมีชื่อหลายคน

     ในแวดวงภาพยนตร์มีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยเคยได้รับรางวัลในเทศกาลเมืองคานส์มาแล้ว และระยะหลังมานี้มีภาพยนตร์ไทยทั้งเข้าประกวดและนำไปฉายโชว์อย่างต่อเนื่อง ส่วนในแวดวงโฆษณาคนไทยสร้างชื่อได้รับรางวัลจากการประกวดในเมืองคานส์ต่อ เนื่องเกือบทุกปี


                                              เมืองคานส์  ประเทศฝรั่งเศส, ยุโรป

     ผู้มาเยือนเมืองคานส์ มักใช้เวลาเดินชมทิวทัศน์ของเมืองใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์ แวะเดินตลาดนัด หรือตระเวนเปลี่ยนร้านชิมอาหารที่ตั้งเรียงรายให้เลือกมากมาย ส่วนนักช็อปปิง มีร้านบูติกทันสมัยหลายแห่งในบนถนน Boulevard de la Croisette และ Rue d’Antibes รอคนกระเป๋าหนักอยู่เสมอ นอกจากจะเป็นย่านของโรงแรมหรูราคาแพงแล้ว ยังเป็นย่านที่มีรถสปอร์ตเปรี้ยวเฉี่ยวราคาสูงขับกันเกลื่อนถนน แหล่งช็อปปิ้งที่ต่อรองราคาได้อยู่แถวถนน  Maynadier ซึ่งนอกจากจะต่อรองราคาได้แล้ว ยังสามารถชิมชีสก่อนตกลงซื้อก็ทำได้ นอกจากนี้ยังมีไวน์รสชาติดี ที่ตลาด Forvile Market

      ร้านค้าโดยส่วนมากจะเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่ 10.00 น. – 19.30 น. บางร้านปิดพักเที่ยงประมาณ 2 ชั่วโมง และปิดวันอาทิตย์ โดยใครที่จะมาช็อปปิ้งในเมืองคานส์ต้องเตรียมใจและเตรียมเงิน เพราะนักท่องเที่ยวก็ต้องเสียภาษีด้วย ถ้าเป็นอาหารการกินเสียประมาณ 5.5% ส่วนสินค้าแบรนด์เนมเสียภาษีประมาณ 20%



                                                        ท่าเทียบเรือยอร์ชต เมืองคานส์  ประเทศฝรั่งเศส, ยุโรป

     แต่สำหรับผู้ชื่นชอบกีฬาที่นี่ก็มีกีฬาทางน้ำอยู่หลากหลาย ส่วนใครจะเดินทางไปเที่ยวเกาะแก่งก็มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อีกมุมหนึ่งที่บอกถึงฐานะความเป็นอยู่ของชาวเมืองนี้เป็นอย่างดีก็คือ ท่าจอดเรือยอร์ชต  ซึ่งเรือยอร์ชตราคาเท่าบ้านจอดเรียงรายหน้าอ่าว เพราะคนที่นี่จะใช้เรือยอร์ชตเป็นพาหนะประจำบ้านกันทั้งนั้น

     เมื่อเดินบุกเข้าไปในย่านเมืองเก่าของคานส์ หรือ Old Port ที่เรียกว่า “ย่านซูเกต์” เป็นย่านที่อุดมไปด้วยโบสถ์และอาคารต่างๆที่เก่าแก่ แต่แอบซ่อนความหรูหราไว้มากมาย

     เมืองคานส์ เป็นเมืองที่เหมาะสมกับการเดินเที่ยวสะดวกมากที่สุด เพราะถนนบางสายแคบและรถติดมากหรือหากพักไกลออกไปจากดาวน์ทาวน์ก็จะใช้บริการรถบัสก็ได้ บางคนนิยมใช้บริการแท็กซี่ ซึ่งหาได้ตามจุดเรียกแท็กซี่มิเตอร์ทั่วไป

      แม้คุณจะไม่ใช่มนุษย์ผู้แบกความฝันว่าอยากเข้าไปโลดแล่นในวงการฮอลิวู้ด ก็ไม่แปลกถ้าจะเดินทางไปเที่ยวฝรั่งเศสเพื่อลองชิมรสชาติของความหรูหราอลังการอย่างเมืองคานส์ดูบ้าง