วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา


        

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโครงการอันหลากหลายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เพื่อเป็นโรงงานตัวอย่างและพระราชทานโอกาสให้บุคคลกลุ่มต่าง ๆ ที่สนใจ "ดูกิจการได้ทุกเมื่อ" ในแต่ละปีจึงมีผู้เข้ามาศึกษาดูงานโครงการต่าง ๆ เกือบ ๒๐,๐๐๐ คนต่อปี
ลักษณะของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ
๑.  โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ เป็นโครงการสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ทรงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยมีแนวทางที่สำคัญคือ ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ทางด้านอาหาร และสนับสนุนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากภาคเกษตร อีกทั้งเน้นการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โครงการเหล่านี้ได้แก่ โครงการเกี่ยวกับปลานิล ป่าไม้สาธิต นาข้าวทดลองข้าวไร่ การผลิตแก๊สชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช สวนพืชสมุนไพร สาหร่ายเกลียวทองโครงการทดลองปลูกพืชโดยปราศจากดิน
๒.  โครงการกึ่งธุรกิจ เป็นโครงการทดลองแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการเกษตร มีการจัดผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายในราคาย่อมเยาในรูปแบบที่ไม่หวังผลกำไร แต่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศไทย ซึ่งมีคุณภาพและราคาไม่แพง โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ได้แก่ โรงโคนมสวนจิตรลดา โรงบดและอัดแกลบ ห้องปฏิบัติการทดลอง โรงผลิตน้ำผลไม้ โรงนมเม็ดสวนดุสิต โรงอบผลไม้ โรงกลั่นแอลกอฮอล์ โรงเนยแข็ง โรงสีข้าว โรงเห็ด โรงอาหารปลา โรงผลิตกระดาษสา และโรงหล่อเทียนหลวงโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาที่จัดอยู่ในกลุ่มของอุตสาหกรรมเกษตรมีมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นโครงการที่ก่อเกิดประโยชน์ต่อพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งในด้านอยู่ดีกินดีและเสริมสร้างรายได้ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ได้แก่

                               ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โครงการโคนม สวนจิตรลดา

โรงโคนมสวนจิตรลดา
เริ่มจากในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้มีบริษัทและหน่วยราชการน้อมเกล้าฯ ถวายโค ๖ ตัว ซึ่งเป็นโคตั้งท้องแล้ว ๔ ตัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับสร้างโรงงานโคนม ราคา ๓๒,๘๘๖.๗๓ บาท ขึ้นในบริเวณสวนจิตรลดา ต่อมาเมื่อแม่โคตกลูกและเริ่มทำการรีดนม น้ำนมที่เหลือจากการแบ่งให้ลูกโคกินแล้ว ได้นำไปจำหน่าย เมื่อมีจำนวนโคนมเพิ่มขึ้น ทั้งจากแม่โคที่ให้ลูกทุกปี และมีผู้น้อมเกล้าฯ ถวายสมทบ ทำให้สามารถผลิตน้ำนมออกจำหน่ายแก่บุคคลภายนอกและโรงเรียนต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียง เมื่อมีกำไรสะสมมากยิ่งขึ้น ก็ได้ขยายงานออกไปตามลำดับทั้งในด้านการผลิตน้ำนม คุณภาพนมดิบ และการส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกร
ผลพลอยได้จากโรงโคนมคือ มูลโคซึ่งเมื่อนำมาหมักจะได้ "ไบโอแก๊ส" หรือ "แก๊สชีวภาพ" สำหรับเป็นเชื้อเพลิง กากจากบ่อหมักแก๊สชีวภาพยังสามารถใช้ทำเป็นปุ๋ย มูลโคที่เป็นสารละลายที่อยู่ในถังหมัก ส่วนหนึ่งนำไปใช้สำหรับเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งสามารถนำไปทำอาหารสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงปลาอีกส่วนหนึ่งทำเป็นปุ๋ยใส่แปลงพืชอาหารสัตว์ และบางส่วนนำไปใช้สำหรับบำรุงบ่อเพาะพันธุ์ปลานิล
เครื่องอบแห้งพลังแสงอาทิตย์
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ สถาบันการศึกษาและบริษัทเอกชนเยอรมัน ได้ร่วมน้อมเกล้าถวายเครื่องอบแห้งพลังแสงอาทิตย์ เพื่อใช้อบผลิตผลทางเกษตรต่าง ๆ เช่น เมล็ดธัญญพืช เมล็ดถั่ว ผัก ผลไม้ พืชสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เนื้อและผลิตภัณฑ์ประมงและเป็นเครื่องต้นแบบให้เกษตรกรที่ทำอุตสาหกรรมกล้วยตากอบแห้งนำไปเป็นต้นแบบในการผลิต

                                 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สวนจิตรลดา

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
โครงการนี้เริ่มเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เพื่อเก็บรักษาพันธุ์พืชทีหายากและเป็นการขยายพันธุ์พืชไม่ให้กลายพันธุ์ ในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชประกอบด้วยส่วนสำคัญคือห้องเตรียมอาหาร ห้องถ่ายเนื้อเยื่อ และห้องเลี้ยงเนื้อเยื่อ พืชเป้าหมายของโครงการคือ สมอไทย ขนุน พุดสวน มณฑา และยี่หุบ

ศูนย์รวมนม
ศูนย์รวมนมสวนจิตรลดา รับนมดิบจากสหกรณ์โคนมหนองโพและโรงโคนมสวนจิตรลดาเพื่อผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์จำหน่ายให้กับสมาชิกและโรงเรียน เพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพและยังนำรายได้ไปช่วยสนับสนุนการดำเนินกิจการของโรงนมผงสวนดุสิตนมพาสเจอร์ไรซ์ที่ผลิตในโครงการมีการบรรจุ ๒ แบบคือ

๑.  แบบบรรจุถุง บรรจุนม ๒๒๕ มิลลิลิตร บรรจุนมรสจืด รสหวานกลิ่นวานิลลา รสหวานกลิ่นสละ และรสโกโก้
๒.  แบบบรรจุขวด บรรจุนม ๑๐๐๐ มิลลิลิตร และ ๕๐๐ มิลลิลิตร บรรจุรสจืด รสหวานหลิ่นวานิลลา รสหวานกลิ่นสละ รสโกโก้ และรสกาแฟ

                                ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรงนมผง สวนดุสิต

โรงนมผงสวนดุสิต
โรงนมผงสวนดุสิตตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เนื่องจากเกิดภาวะนมสดล้นตลาด สมาชิกผู้เลี้ยงโคนมจึงได้ทูลเกล้าถวายฎีกาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงช่วยเหลือ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงนมผงขนาดย่อมขึ้น เพื่อผลิตนมผงเป็นการแก้ปัญหานมสดล้นตลาด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำกลั่น   สวนจิตรลดา

น้ำกลั่น
น้ำกลั่นเป็นผลผลิตพลอยได้จากเครื่องระเหยนมซึ่งมีความบริสุทธิ์ค่อนข้างสูงและมีมากพอที่จะนำไปผลิตเป็นน้ำกลั่นเพื่อใช้เติมแบตเตอรี่รถยนต์และใช้ดื่มได้

                                     ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรงเนยแข็ง สวนจิตรลดา

โรงเนยแข็ง
โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาได้สร้างโรงเนยแข็งน้อมเกล้าถวายในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ พุทธศักราช ๒๕๓๐ และคณะกรรมการบริหารของบริษัท ซี.ซี. ฟรีสแลนด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ร่วมน้อมเกล้าถวายอุปกรณ์สำหรับการผลิตเนยแข็ง ปัจจุบันโรงเนยแข็งสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกสู่ตลาด เช่น นมข้นหวานบรรจุหลอด นมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสต่าง ๆ ไอศครีม นมสดพาสเจอร์ไรซ์ปราศจากไขมัน เนยแข็งเกาด้า เนยแข็งเช็ดด้า และเนยสด

                                    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรงนมเม็ด   สวนจิตรลดา

โรงนมเม็ด
โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เคยผลิตนมเม็ดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ แต่ประสบปัญหาทางเทคนิคทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาได้จัดทำโรงนมเม็ดขึ้นใหม่เพื่อเป็นการส่งเสริมโภชนาการแก่ผู้บริโภค และเพื่อเป็นการแนะนำการผลิตนมเม็ดขึ้นในประเทศ ปัจจุบันสามารถผลิตนมเม็ดได้วันละ ๗,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ ซองต่อวัน มีทั้งสิ้น ๓ รส คือรสหวาน รสกาแฟ และรสช็อกโกแลต ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

ห้องควบคุมคุณภาพผลผลิต
ห้องควบคุมคุณภาพผลผลิต มีหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดไว้

                                 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรงสีข้าว สวนจิตรลดา

โรงสีข้าวตัวอย่าง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงสีข้าวตัวอย่างขึ้น ในปีพ.ศ. ๒๕๑๔ เพื่อทำการทดลองสีข้าวและสร้างยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกแบบต่าง ๆ และในปัจจุบันได้ดัดแปลงยุ้งฉางแบบสหกรณ์ให้สามารถนำข้าวเปลือกเข้าและออกจากยุ้งไปสีโดยไม่ต้องใช้คนแบกขน

งานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง
งานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงเริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๘ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสให้ศึกษาต้นทุนการผลิตแอลกอฮอล์จากอ้อย เพราะว่าในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนหรืออ้อยราคาต่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเงินเป็นทุนวิจัยใช้ในการดำเนินงาน ๙๒๕,๕๐๐ บาท


เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตร ร่วมกับบริษัทสุราทิพย์ได้ขยายกำลังผลิตแอลกอฮอล์เพื่อให้มีพอใช้ผลสมกับน้ำมันเบนซินเป็นแก๊สโซฮอล์สำหรับรถยนต์ทุกคันของโครงการที่ใช้เบนซิน และในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดสถานีบริการแก๊สโซฮอล์ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา
งานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงแบ่งเป็นหน่วยย่อย คือ
๑.  โรงแอลกอฮอล์ทำหน้าที่ ผลิตเอทธิลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นร้อยละ ๙๕ และผลิตน้ำส้มสายชูจากสับปะรดและเศษผลไม้อื่น ๆ
๒.  โรงอัดแกลบ ทำหน้าที่ผลิตแกลบอัดแท่งและเผาถ่านจากแกลบอัดเพื่อจำหน่ายและใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดไอน้ำของโรงกลั่นแอลกอฮอล์
๓.  งานพิเศษตามที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล ได้แก่ บ้านพลังแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในการศึกษาทอลองเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพลังแสงอาทิตย์ และระบบนำน้ำเสียกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้ และเป็นน้ำหล่อเย็นในการผลิตเทียนของโรงหล่อเทียนหลวงของสวนจิตรลดา

                                             ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำผลไม้พาสเจอร์ไรส์ สวนจิตรลดา

น้ำผลไม้พาสเจอร์ไรซ์
การผลิตน้ำผลไม้พาสเจอร์ไรซ์ได้เริ่มผลิตตั้ง แต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยผลิตน้ำส้ม น้ำอ้อย น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำขิงออกจำหน่าย และส่งเสริมให้เกษตรจัดตั้งกลุ่มดำเนินงานในรูปของสหกรณ์เกษตร

                                         ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรงน้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง สวนจิตรลดา

โรงน้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง
เริ่มโครงการเมื่อปลายเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๓๕ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานขนาดเล็ก ต้นทุนการผลิต การตลาดที่จะผลิตผลไม้บรรจุกระป๋องเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนดื่มน้ำผลไม้มากขึ้น น้ำผลไม้บรรจุกระป๋องของโครงการมีหลายชนิด เช่น น้ำมะม่วง น้ำตะไคร้ น้ำเห็ดหลินจือผสมน้ำผึ้ง น้ำสับปะรด น้ำกาแฟ น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง เป็นต้น

                                      ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สาหร่ายเกลียวทอง จิตรลดา

สาหร่ายเกลียวทอง
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ งานวิจัยและพัฒนาโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ได้นำน้ำกากมูลหมักซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตแก๊สชีวภาพมาใช้เลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง และนำไปใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารปลา

                           ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรงกระดาษสา สวนจิตรลดา

โรงกระดาษสา
งานวิจัยและพัฒนาการปลูกและการผลิตกระดาษสาเพื่อสร้างอาชีพและรายได้แก่กลุ่มราษฎรในชนบทและเป็นการอนุรักษ์กระดาษสาไว้
น้ำผึ้งสวนจิตรลดา
โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ได้ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงผึ้งโดยการรับซื้อน้ำผึ้ง ทำการบรรจุขวดและจัดหาตลาดจำหน่ายให้ ส่วนขี้ผึ้งนำมาผลิตเทียนสีผึ้ง

                                                      รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

                                                     – ขอบคุณข้อมูลจาก โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา-

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560


ไทยกับฝรั่งเศส

ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสเริ่มอย่างไม่เป็นทางการ โดยบาทหลวงฝรั่งเศสสังฆราชแห่งเบริตและคณะต้องการ เดินทางไปญวนและจีน ได้อาศัยแวะพักที่กรุงศรีอยุธยา เพราะเหตุการณ์ในญวนไม่เรียบร้อย สังฆราชแห่งเบริตได้นำพระราชสาสน์ของ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยผ่านทางเสนาบดี ต่อมาทรงให้สังฆราชแห่งเบริตเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ จากการสนทนากันทำให้ทรงสนพระทัยจะได้ฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรถ่วงดุลอำนาจ กับ ฮอลันดา
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพยายาม หาชาติอื่นมาถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดา ดังจะเห็นได้จากที่กล่าว มาแล้วข้างต้น แต่ไม่มีชาติใดเหมาะสม เช่นกับโปรตุเกสก็เห็นว่าไม่เข้มแข็งพอกับอังกฤษก็ดูอังกฤษไม่สนใจแม้จะยกเมืองปัตตานีซึ่งเป็น เมืองสำคัญมากให้อังกฤษ อังกฤษไม่สนใจจึงทรงไม่สนใจอังกฤษด้วย ส่วนประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามที่สำคัญขณะนั้นคือ อิหร่าน ก็ ทรงเคยคิดจะได้เป็นพันธมิตรด้วย เพราะทรงสนิทสนมกับชาวมุสลิมในราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยามาก ชาวมุสลิมเคยช่วยพระองค์ชิงราช บัลลังก์จากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ทรงส่งทูตไปอิหร่านหลายครั้งในที่สุดทรงเห็นว่าการใช้อิหร่านถ่วงดุลอำนาจคงจะไม่ได้ผลเพราะ ฮอลันดามีกองทัพเรือที่เข้มแข็งกว่ามาก แต่ต่อมาทรงได้สนทนากับสังฆราชเบริต ทำให้ทรงเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยโปรดปรานชาวต่าง ประเทศทั่วไปหันมาผูกมิตรกับฝรั่งเศสเพียงชาติเดียวเมื่อฝรั่งเศสเข้ามาติดต่อ
พ.ศ. ๒๒๑๖ สังฆราชแห่งเฮลิโอโปลิส ได้นำพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และศุภอักษรของสัน ตะปาปาคลีเมนท์ที่ ๙ มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อขอบคุณที่ทรงอนุญาตให้คณะบาทหลวงเผยแพร่ศาสนาได้ และขอให้ทรง คุ้มครองคณะบาทหลวง ต่อไป
พ.ศ. ๒๒๒๓ พ่อค้าชาวฝรั่งเศสของบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส จึงได้เข้ามาตั้งสถานีการค้าขึ้นใน กรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรก จุดมุ่งหมายเพื่อซื้อดีบุก พริกไทย และสินค้าที่มาจากจีน ญีปุ่น เมืองต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามาขายในกรุงศรีอยุธยา การ เข้ามาครั้งนี้ทรงต้อนรับอย่างดี นอกจากให้ตั้งสถานีการค้าแล้วยังให้สิทธิพิเศษทางการค้าด้วย ในปีนี้เองทรงแต่งราชทูตไปเจริญสัมพันธ ไมตรีกับฝรั่งเศส โดยมีจุดมุ่งหมายนอกจากพระราชไมตรีแล้วยังต้องการทราบพระราชอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และความเจริญ ของประเทศฝรั่งเศสเมื่อเทียบกับเมืองจีน ทูตชุดนี้เรือไปอับปางที่ฝั่งตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ จนเมื่อสังฆราชแห่งเฮลิโอโปลิสนำ พระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และสันตะปาปาคลีเมนท์ที่ ๙ มาถวายในพ.ศ. ๒๒๒๕ จึงทราบว่าทูตไปไม่ถึงฝรั่งเศส
พ.ศ. ๒๒๒๗ จึงทรงส่งคณะทูตไปอีกครั้ง จุดประสงค์เพื่อสืบข่าวทูตชุดแรกและกระชับสัมพันธไมตรีกับ ฝรั่งเศส คณะทูตได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และกลับมากรุงศรีอยุธยาพร้อมกับคณะราชทูตฝรั่งเศส มีหัวหน้าคือ เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ มาเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จุดมุ่งหมายเพื่อให้พระองค์เปลี่ยนใจมานับถือศาสนาคริสต์เผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และส่งเสริมการค้าผล ปรากฏว่าการจะให้ทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ไม่สำเร็จ พระองค์กลับทรงพยายามชี้แจงให้ เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ เห็นความสำคัญของปัญหาที่ฮอลันดากำลังขยายอำนาจและความร่วมมือกันระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส ส่วนการเจรจาด้าน การค้าสำเร็จมีการลงนามในอนุสัญญาการค้า วันที ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ สาระสำคัญ คือ ให้ฝรั่งเศสตั้งสถานีการค้าได้ ให้มีเสรีภาพ ในการค้าขายในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาโดยไม่เสียภาษีขาเข้าขาออกเลย โดยไม่รวมสินค้าผูกขาด และอนุณาตให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการ ค้าดีบุกที่เกาะถลาง และดินแดนที่ขึ้นกับเกาะถลาง บริษัทอินเดีย ตะวันออกฝรั่งเศลมีสิทธิเปิดสถานีการค้าขึ้นในที่ใด ๆ ก็ได้ถ้าเสนาบตีไทย เห็นชอบ สำหรับประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการติดต่อกับฝรั่งเศสก็มี เช่น ได้วิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ เดอ ลามาร์ มาสร้างป้อมที่บางกอก ได้ บาทหลวงเยซูอิต ๕ รูป เป็นนักดาราศาสตร์มาดูแลหอดูดาว ซึ่งสร้างจวนจะเสร็จที่เมืองลพบุรี
พ.ศ. ๒๒๒๘ คณะทูตฝรั่งเศสเดินทางกลับ ทรงพยายามส่งเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นโดยส่งคณะ ทูตไทยไปฝรั่งเศสอีกครั้งใน พ.ศ. ๒๒๒๙ โดยออกพระวิสูตรสุนทรและคณะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสแม้จะเป็นในรูปของการค้าและศาสนา ส่วนกรุงศรีอยุธยาต้องการคบ กับฝรั่งเศสเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดา แต่กลับกลายเป็นว่าต่อมาฝรั่งเศสมีนโยบายจะยึดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้น โดยมีคอนสแตน ติน ฟอลคอน หรือออกญาวิไชยเยนทร์ ชาวกรีก ที่มารับราชการจนก้าวหน้ามีตำแหน่งและอำนาจในราชการมาก จนหวังจะตั้งตนเป็น กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ได้ให้บาทหลวงตาชารด์นำความคิดนี้กราบทูลต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ว่า ฟอลคอนจะ ใช้วิธีให้คนอยุธยานับถือคริสต์โรมันคาทอลิกทั้งหมด แล้วบรรจุชาวฝรั่งเศสเข้ารับราชการแทนในตำแหน่งสำคัญ ๆ ทั่วราชอาณาจักรกรุง ศรีอยุธยา พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงเห็นชอบ ดังนั้นทหารฝรั่งเศสจากยุโรปจำนวน ๖๓๖ คน จึงติดตามคณะทูตไทยกลับกรุงศรีอยุธยามา ด้วยใน พ.ศ. ๒๒๓๐ มีนายพลเดส์ฟาร์ซเป็นผู้บัญชาการประจำที่ป้อมเมืองมะริดและส่งคณะทูตมีมองซิเออร์ เดอลาลูแบรและเซเบเรต์ มา เจรจาเกี่ยวกับศาสนาและการค้าของฝรั่งเศสด้วย ได้ลงนามกันฉบับหนึ่งมีข้อกำหนดให้ประโยชน์แก่การค้าของฝรั่งเศสในกรุงศรีอยุธยา เพื่อโยงการค้ากรุงศรีอยุธยากับการค้าของฝรั่งเศสตามเมืองมัทราสในอินเดียด้วย ลงนามกันที่เมืองลพบุรี แต่ยังไม่ทันมีผลทางปฏิบัติ เกิด จลาจลในกรุงศรีอยุธยาเสียก่อน จนอำนาจของฝรั่งเศสและตะวันตกถูกทำลายลง
ในช่วงสัมพันธ์กับฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นช่วงฝรั่งเศสพยายามให้ได้กรุงศรีอยุธยาเป็น เมืองขึ้น ถึงขนาดที่ว่าถ้ากรุงศรีอยุธยาขัดขืนประการใดทางฝรั่งเศสก็พร้อมจะใช้กำลังทหารปราบปรามเพื่อเอาเป็นเมืองขึ้น ทราบได้จาก การวางแผนของฟอลคอน แต่ไม่สำเร็จเพราะต่อมาเกิดความขัดแย้งกันเอง โดยฟอลคอนพยายามทำการทุกอย่าง เพื่อมีอำนาจเหนือกอง กำลังทหารของฝรั่งเศสทั้งหมดในบางกอกและมะริด แต่ความขัดแย้งก็ไม่รุนแรงเด็ดขาด ฝรั่งเศสจึงมีการเตรียมการถึงขั้นเกือบบรรลุ โดย กองกำลังฝรั่งเศสอีกจำนวนมากเตรียมลงเรือเดินทางเข้ามา ก็พอดีฟอลคอนและชาวฝรั่งเศสถูกกวาดล้างอำนาจโดยพระเพทราชา ขุนนาง ไทยที่มีฐานอำนาจเข้มแข็งอีกผู้หนึ่งก่อการยึดอำนาจสำเร็จ
ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสมีเหตุการณ์น่าสนใจเพียงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และอาจกล่าวได้ว่า การ เมืองภายในมีส่วนสัมพันธ์กับความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขณะนั้นอย่างมาก การที่ทรงโปรดปรานฟอลคอนและ ชาวตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศสอย่างมาก น่าจะเป็นเพราะพระองค์ทรงขึ้นครองราชสมบัติโดยการปราบดาภิเษก ความแตกแยกภายใน ย่อมมีมาก ขุนนางต่อต้านพระองค์ก็มากจึงต้องเสด็จไปประทับที่เมืองลพบุรี มีทหารองครักษ์เป็นกองกำลังคุ้มกันจำนวนมาก มีการจ่าย พระราชทรัพย์เพื่อความเข้มแข็งของกองทหารองครักษ์จำนวนมาก อีกทั้งฮอลันดาบีบคั้น จึงต้องแสวงหาฐานอำนาจ ทั้งกลุ่มคนที่จงรัก ภักดีและประเทศพันธมิตร เมื่อหวังพึ่งชาติใดก็ไม่เหมาะ พอดีฝรั่งเศสเข้ามาติดต่อจึงทรงต้อนรับเป็นพันธมิตรพร้อมกับโปรดปรานฟอล คอนซึ่งเป็นตัวประสานกับชาวฝรั่งเศสได้ดี ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ปลายรัชกาลขุนนางผู้ใหญ่พากันเกรงว่าฟอลคอนจะคิดร้ายต่อบ้าน เมือง เพราะสถานการณ์และรูปการณ์บ่งบอก โดยฟอลคอนก็ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในกรมพระคลังสินค้าเป็นสมุหนายก ซึ่งกุมอำนาจทั้ง ทางเศรษฐกิจและการเมือง การติดต่ออันใกล้ชิดกับฝรั่งเศสทำให้พระเพทราชาร่วมมือกับขุนนางไทยทั้งหลายยึดอานาจการปกครอง ขณะสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระประชวร เป็นการลงมือก่อน ชาวตะวันตกจึงถูกประหารบ้าง และขับไล่ออกนอกราชอาณาจักร จนหมดสิ้น ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสจึงยุติลงด้วย แม้ว่าจะเริ่มอีกสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือแต่ไม่ดีนักจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ตั้งแต่สมัยอยุธยาตลอดมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศลาวและเขมรเคยเป็นประเทศราชของไทย บางคราวในห้วงเวลาดังกล่าวเมื่อไทยอ่อนแอ พม่าซึ่งเป็นประเทศข้างเคียงทางทิศตะวันตกและญวนทางทิศตะวันออก มีกำลังและอำนาจ มากขึ้น ลาวก็จะยอมตกไปอยู่ในอำนาจของพม่าบ้าง และของญวนบ้างตามสภาวะแวดล้อม ส่วนเขมรนั้นบางคราวก็ได้อาศัยกำลังหนุน จากญวน และตกอยู่ใต้อิทธิพลของญวน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๙ ฝรั่งเศสได้ส่งเมอซิเออร์ เดอมองติญี (Monsieur de Montigny) เป็นราชฑูตเข้ามาเจรจาทำสัญญาทางพระราชไมตรี และการค้ากับไทย โดยยึดถือแนวทางการทำสัญญาเช่นเดียว กับอังกฤษ ที่ได้ทำไว้กับไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๑ ได้เริ่มมีกงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ กงสุลฝรั่งเศสคนแรกคือ คองต์ เดอ คาสเตลโน (Conte de Castenau)
ในปี พ.ศ.๒๔๑๐ ไทยได้ส่งพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ไปทำสัญญากับฝรั่งเศสเรื่องเมืองเขมรกับ ฝรั่งเศสที่กรุงปารีส ตามสัญญาฉบับนี้ไทยยอมรับรู้ว่าเขมรอยู่ใต้ความคุ้มครองของฝรั่งเศส ส่วนเมืองพระตะบองและเสียมราฐนั้น ฝรั่งเศส ยอมให้ไทยปกครองตามเดิม ต่อมาไทยกับฝรั่งเศสเริ่มแบ่งเขตแดนไทยกับเขมรบริเวณทะเลสาบกับแม่น้ำโขง ฝ่ายไทยต้องการเมืองจงกัล เมืองโซเตียน เมืองมโนไพร และเมืองท่าราชปริวัตรเป็นของไทย
ในปี พ.ศ.๒๔๑๓ ไทยได้ส่งพระยาราชวรากูล (บุญรอด กัลยาณมิตร) ไปเจรจากับฝรั่งเศสที่ไซ่ง่อน เกี่ยวกับ ปัญหาเขตแดนและการภาษีจับปลาในทะเลสาบ การเจรจาปัญหาเขตแดนไม่คืบหน้านัก เนื่องจากฝรั่งเศสเริ่มทำสงครามกับเยอรมนี

ในปี พ.ศ.๒๔๒๘ ไทยยกกำลังไปปราบฮ่อ โดยมีเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นแม่ทัพ ฝรั่งเศสได้กล่าวหาไทย ว่าถือโอกาสรุกล้ำเข้าไปในดินแดนลาว ซึ่งอยู่ในอำนาจของญวน ซึ่งฝรั่งเศสกำลังจัดการปกครองเมืองญวนอยู่ ต่อมาไทยกับฝรั่งเศสได้ ตกลงทำอนุสัญญาเมืองหลวงพระบาง โดยมี ม.ปาวี (Auguste Pavie) เป็นไวซ์กงสุล (Viee Consul) ประจำเมืองหลวงพระบาง เพื่อทำ หน้าที่ดูแลความเคลื่อนไหวของไทยในดินแดนลาว และสำรวจการสร้างทางระหว่างตังเกี๋ยกับแม่น้ำโขง
ในปี พ.ศ.๒๔๓๐ ไทยกับฝรั่งเศสได้เจรจาเรื่องปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับญวน โดยตั้งกรรมการผสม โดยมี ม.ปาวี เป็นหัวหน้าคณะ ออกทำการสำรวจแผนที่และภูมิประเทศชายแดน และในปีต่อมาไทยกับฝรั่งเศสได้ตกลงกันว่า กองทหาร ไทยจะไม่เข้าไปในแคว้นสิบสองจุไทย ส่วนในแคว้นหัวพันทั้งห้าทั้งหก และแคว้นพวน คงให้อยู่ในสถานะเดิมคือ ทหารฝ่ายใดตั้งอยู่ที่ใดก็ ให้คงอยู่อย่างนั้น ห้ามรุกล้ำเขตซึ่งกันและกัน จนกว่าจะได้ทำความตกลงกันที่กรุงเทพ ฯ ส่วนทางด้านคำเกิด คำม่วน กองทหารไทยยกไป ตั้งจนถึงเขตแดนญวน ม.ปาวี ก็ได้ทำความตกลงกับข้าหลวงเมืองหนองคาย ให้ต่างฝ่ายต่างรักษาสถานะเดิม คือให้ฝ่ายไทยอยู่ที่คำม่วน ฝรั่งเศสอยู่บ้านนาเป

ในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ม.ปาวี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นไวซ์กงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ และได้เลื่อนฐานะเป็น ราชฑูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพ ฯ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๕
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๓๕ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศสชื่อ ม.เดอลองดล์ ได้เสนอต่อรัฐสภา ฝรั่งเศสให้รัฐบาลฝรั่งเศสใช้กำลังกับไทยในปัญหาดินแดน ซึ่งเคยเป็นของญวนและเขมร รัฐสภาฝรั่งเศสเห็นชอบ และให้รับดำเนินการต่อ ไป จากนั้นฝรั่งเศสได้ยกกำลังทหารเข้ามาประชิดฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และส่งเรือปืนลูแตงเข้ามายังกรุงเทพ ฯ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของ การใช้กำลัง ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ใน ร.ศ.๑๑๒