วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

Vincent van Gogh photo cropped.jpg



ชื่อเมื่อเกิด
ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค
วันเกิด
วันเสียชีวิต
เชื้อชาติ
เนเธอร์แลนด์
สาขา
ยุค
งานสำคัญ

ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค หรือที่ในไทยรู้จักในชื่อ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (30 มีนาคม ค.ศ. 1853 — 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1890) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ในลัทธิประทับใจยุคหลัง (post-impressionism) ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะสมัยใหม่ด้วยผลงานที่สีสันสดใสและมีผลกระทบทางอารมณ์ เขามีอาการของโรควิตกกังวลและต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบั้นปลายชีวิต จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยแผลที่ยิงตัวเองเมื่ออายุ 37 ปี
เขาไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับตอนที่มีชีวิตอยู่ แต่เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นหลังจากเสียชีวิตแล้ว ทุกวันนี้เขานับเป็นหนึ่งในจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งและเป็นผู้มีอิทธิพลต่อพื้นฐานของศิลปะสมัยใหม่ ฟัน โคค เริ่มวาดรูปเมื่อเขาอายุย่างเข้า 20 ตอนปลาย และผลงานที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ของเขาถูกวาดในระยะ 2 ปีสุดท้ายของชีวิต เขาสร้างผลงานมากกว่า 2,000 ชิ้นซึ่งประกอบด้วยภาพเขียน 900 ชิ้น ภาพวาดและแบบร่าง 1,100 ชิ้น ผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะนวยุคนิยมที่ตามมา ปัจจุบันผลงานหลายชิ้นของเขา เช่นภาพเขียนตัวเอง ภาพทิวทัศน์ ภาพเหมือน และดอกทานตะวัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและแพงที่สุดในโลก
"ราตรีประดับดาว" หนึ่งในผลงานที่รู้จักกันมากที่สุดของฟัน โคค

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

La Révolution française est la période de l'histoire de France comprise entre l'ouverture des États généraux, le , et le coup d'État du 18 brumaire de Napoléon Bonaparte, le 9 novembre 1799. Il s'agit d'un moment crucial de l'histoire de France, puisqu'elle marque la fin de l'Ancien Régime, et le remplacement de la monarchie absolue française par une monarchie constitutionnelle, puis par la Première République. Elle a mis fin à la royauté, à la société d'ordres et aux privilèges. Elle a légué à la France la Déclaration des droits de l'homme et du citoyen, qui proclame l'égalité des citoyens devant la loi, les libertés fondamentales et la souveraineté de la Nation, apte à se gouverner au travers de représentants élus. Plusieurs centaines de milliers de personnes trouvèrent la mort durant cette révolution, notamment pendant la Terreur (16 594 personnes guillotinées[1]) et pendant les tentatives de contre-révolution, notamment la guerre de Vendée.
Dès son commencement, la portée universelle des idées de la Révolution française a été proclamée par ses partisans, et l'ampleur de ses conséquences soulignée par ses détracteurs[2]. Les guerres de la Révolution française, qui ont touché une large partie de l’Europe continentale, ont abouti à la création de « républiques sœurs » et à la transformation des frontières et des États d'Europe, contribuant à la diffusion des idées révolutionnaires. Ces conflits ont ensuite trouvé leur prolongement dans les guerres napoléoniennes. La Révolution est restée un objet de débats ainsi qu'une référence positive tout autant que négative tout au long des deux siècles qui l'ont suivie, en France comme dans le monde.
La Révolution française a créé des divisions immédiates et durables entre les partisans des idées révolutionnaires et les défenseurs de l'ordre ancien, et aussi entre les anticléricaux et l'Église catholique.
En 1799, Napoléon Bonaparte accède au pouvoir et inaugure la période du Consulat, qui aboutit, cinq ans plus tard, à l'avènement de l'Empire.


การปฏิวัติฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Révolution française) ระหว่าง ค.ศ. 1789-1799 เป็นยุคสมัยแห่งกลียุค (upheaval) ทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนถึงรากฐานในฝรั่งเศสซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อฝรั่งเศสและยุโรปที่เหลือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษล่มสลายลงใน 3 ปี สังคมฝรั่งเศสผ่านการปฏิรูปขนาดใหญ่ โดยเอกสิทธิ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ของอภิชนและทางศาสนาหมดสิ้นไปภายใต้การประทุษร้ายอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐมูลวิวัติ ฝูงชนบนท้องถนน และชาวนาในชนบท[1] ความคิดเก่าเกี่ยวกับประเพณีและลำดับชั้นบังคับบัญชา ของอำนาจพระมหากษัตริย์ อภิชนและศาสนา ถูกโค่นล้มอย่างฉับพลันโดยความเสมอภาค ความเป็นพลเมือง และสิทธิที่ไม่โอนให้กันได้ อันเป็นหลักการใหม่แห่งยุคเรืองปัญญา
การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้นใน ค.ศ. 1789 ด้วยการเรียกประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ในปีแรกของการปฏิวัติ เกิดเหตุการณ์สมาชิกฐานันดรที่สามประกาศคำปฏิญาณสนามเทนนิสในเดือนมิถุนายน การทลายคุกบัสตีย์ในเดือนกรกฎาคม คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองในเดือนสิงหาคม และการเดินขบวนสู่แวร์ซายซึ่งบังคับให้ราชสำนักกลับไปยังกรุงปารีสในเดือนตุลาคม เหตุการณ์อีกไม่กี่ปีถัดมาส่วนใหญ่เป็นความตึงเครียดระหว่างสมัชชาเสรีนิยมต่าง ๆ และพระมหากษัตริย์ฝ่ายขวาแสดงเจตนาขัดขวางการปฏิรูปใหญ่
มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา ภัยคุกคามจากนอกประเทศยังมีบทบาทครอบงำในพัฒนาการของการปฏิวัติ สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1792 และสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสที่อำนวยการพิชิตคาบสมุทรอิตาลี กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์ อันเป็นความสำเร็จซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสแต่ก่อนทำไม่ได้มาหลายศตวรรษ
ส่วนในประเทศ อารมณ์ของประชาชนได้เปลี่ยนการปฏิวัติถึงรากฐานอย่างสำคัญ จนลงเอยด้วยการขึ้นสู่อำนาจของมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์และกลุ่มฌากอแบ็ง (Jacobins) และเผด็จการโดยแท้โดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระหว่างสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1793 ถึง 1794 ซึ่งมีผู้ถูกสังหารถึงระหว่าง 16,000 ถึง 40,000 คน[2] หลังกลุ่มฌากอแบ็งเสื่อมอำนาจและรอแบ็สปีแยร์ถูกประหารชีวิต คณะดิเร็กตัวร์ (Directoire) เข้าควบคุมรัฐฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1795 และถืออำนาจถึง ค.ศ. 1799 เมื่อถูกแทนที่ด้วยคณะกงสุล (Consulat) ภายใต้นโปเลียน โบนาปาร์ต


การปฏิวัติฝรั่งเศสนำมาซึ่งยุคใหม่ของฝรั่งเศส การเติบโตของสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเสรีนิยม การแผ่ขยายของฆราวาสนิยม การพัฒนาอุดมการณ์สมัยใหม่และการประดิษฐ์สงครามเบ็ดเสร็จ[3] ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติ เหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งสามารถสืบยอนไปได้ถึงการปฏิวัติมีสงครามนโปเลียน การฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์สองครั้งแยกกัน และการปฏิวัติอีกสองครั้ง (ค.ศ. 1830 และ 1848) ขณะที่ฝรั่งเศสสมัยใหม่ก่อร่างขึ้น
La Révolution française est la période de l'histoire de France comprise entre l'ouverture des États généraux, le , et le coup d'État du 18 brumaire de Napoléon Bonaparte, le 9 novembre 1799. Il s'agit d'un moment crucial de l'histoire de France, puisqu'elle marque la fin de l'Ancien Régime, et le remplacement de la monarchie absolue française par une monarchie constitutionnelle, puis par la Première République. Elle a mis fin à la royauté, à la société d'ordres et aux privilèges. Elle a légué à la France la Déclaration des droits de l'homme et du citoyen, qui proclame l'égalité des citoyens devant la loi, les libertés fondamentales et la souveraineté de la Nation, apte à se gouverner au travers de représentants élus. Plusieurs centaines de milliers de personnes trouvèrent la mort durant cette révolution, notamment pendant la Terreur (16 594 personnes guillotinées[1]) et pendant les tentatives de contre-révolution, notamment la guerre de Vendée.
Dès son commencement, la portée universelle des idées de la Révolution française a été proclamée par ses partisans, et l'ampleur de ses conséquences soulignée par ses détracteurs[2]. Les guerres de la Révolution française, qui ont touché une large partie de l’Europe continentale, ont abouti à la création de « républiques sœurs » et à la transformation des frontières et des États d'Europe, contribuant à la diffusion des idées révolutionnaires. Ces conflits ont ensuite trouvé leur prolongement dans les guerres napoléoniennes. La Révolution est restée un objet de débats ainsi qu'une référence positive tout autant que négative tout au long des deux siècles qui l'ont suivie, en France comme dans le monde.
La Révolution française a créé des divisions immédiates et durables entre les partisans des idées révolutionnaires et les défenseurs de l'ordre ancien, et aussi entre les anticléricaux et l'Église catholique.
En 1799, Napoléon Bonaparte accède au pouvoir et inaugure la période du Consulat, qui aboutit, cinq ans plus tard, à l'avènement de l'Empire.


การปฏิวัติฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Révolution française) ระหว่าง ค.ศ. 1789-1799 เป็นยุคสมัยแห่งกลียุค (upheaval) ทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนถึงรากฐานในฝรั่งเศสซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อฝรั่งเศสและยุโรปที่เหลือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษล่มสลายลงใน 3 ปี สังคมฝรั่งเศสผ่านการปฏิรูปขนาดใหญ่ โดยเอกสิทธิ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ของอภิชนและทางศาสนาหมดสิ้นไปภายใต้การประทุษร้ายอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐมูลวิวัติ ฝูงชนบนท้องถนน และชาวนาในชนบท[1] ความคิดเก่าเกี่ยวกับประเพณีและลำดับชั้นบังคับบัญชา ของอำนาจพระมหากษัตริย์ อภิชนและศาสนา ถูกโค่นล้มอย่างฉับพลันโดยความเสมอภาค ความเป็นพลเมือง และสิทธิที่ไม่โอนให้กันได้ อันเป็นหลักการใหม่แห่งยุคเรืองปัญญา
การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้นใน ค.ศ. 1789 ด้วยการเรียกประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ในปีแรกของการปฏิวัติ เกิดเหตุการณ์สมาชิกฐานันดรที่สามประกาศคำปฏิญาณสนามเทนนิสในเดือนมิถุนายน การทลายคุกบัสตีย์ในเดือนกรกฎาคม คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองในเดือนสิงหาคม และการเดินขบวนสู่แวร์ซายซึ่งบังคับให้ราชสำนักกลับไปยังกรุงปารีสในเดือนตุลาคม เหตุการณ์อีกไม่กี่ปีถัดมาส่วนใหญ่เป็นความตึงเครียดระหว่างสมัชชาเสรีนิยมต่าง ๆ และพระมหากษัตริย์ฝ่ายขวาแสดงเจตนาขัดขวางการปฏิรูปใหญ่
มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา ภัยคุกคามจากนอกประเทศยังมีบทบาทครอบงำในพัฒนาการของการปฏิวัติ สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1792 และสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสที่อำนวยการพิชิตคาบสมุทรอิตาลี กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์ อันเป็นความสำเร็จซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสแต่ก่อนทำไม่ได้มาหลายศตวรรษ
ส่วนในประเทศ อารมณ์ของประชาชนได้เปลี่ยนการปฏิวัติถึงรากฐานอย่างสำคัญ จนลงเอยด้วยการขึ้นสู่อำนาจของมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์และกลุ่มฌากอแบ็ง (Jacobins) และเผด็จการโดยแท้โดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระหว่างสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1793 ถึง 1794 ซึ่งมีผู้ถูกสังหารถึงระหว่าง 16,000 ถึง 40,000 คน[2] หลังกลุ่มฌากอแบ็งเสื่อมอำนาจและรอแบ็สปีแยร์ถูกประหารชีวิต คณะดิเร็กตัวร์ (Directoire) เข้าควบคุมรัฐฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1795 และถืออำนาจถึง ค.ศ. 1799 เมื่อถูกแทนที่ด้วยคณะกงสุล (Consulat) ภายใต้นโปเลียน โบนาปาร์ต


การปฏิวัติฝรั่งเศสนำมาซึ่งยุคใหม่ของฝรั่งเศส การเติบโตของสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเสรีนิยม การแผ่ขยายของฆราวาสนิยม การพัฒนาอุดมการณ์สมัยใหม่และการประดิษฐ์สงครามเบ็ดเสร็จ[3] ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติ เหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งสามารถสืบยอนไปได้ถึงการปฏิวัติมีสงครามนโปเลียน การฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์สองครั้งแยกกัน และการปฏิวัติอีกสองครั้ง (ค.ศ. 1830 และ 1848) ขณะที่ฝรั่งเศสสมัยใหม่ก่อร่างขึ้น

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มงแซง-มีแชล (อังกฤษ: Mont Saint-Michel)

มงแซง-มีแชล คือวิหารที่ตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยว กลางทะเลชายฝั่งตะวันตก บริเวณแคว้นนอร์มองดีของประเทศฝรั่งเศส ได้รับประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2522 ภายใต้ชื่อ มงแซง-มีแชลและอ่าว ในปีหนึ่งจะมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนมงแซง-มีแชลกว่า 3 ล้าน 2 แสนคน ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยงยอดนิยมอันดับที่ 3 ของประเทศฝรั่งเศสรองลงมาจากหอไอเฟลและพระราชวังแวร์ซาย

Mont Saint Michel France 2    Mont Saint Michel France 3
ตัวเกาะอันเป็นที่ตั้งของวิหารนั้นเป็นหินแกรนิต โดยมีเส้นรอบวงเกาะประมาณ 960 เมตร และสูง 92 เมตร แล้วถ้าบวกกับความสูงของตัววิหารนั้นแล้วก็จะมีความสูงถึง 155 แมตร บนยอดวิหารเป็นรูปปั้นทองของเทวดามิเชล (ไมเคิล) สร้างโดย เอมานูแอล เฟรมีเย (Emmanuel Frémiet)

Mont Saint Michel France 4    Mont Saint Michel France 5

ประวัติ
มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.708 เมื่อโอแบรต์ (Aubert) เจ้าอาวาสโบสถ์เมืองอาวรองช์ (Avranches) สร้างโบสถ์บนเกาะนี้ตามบัญชาของนักบุญมิเชล (Saint Michel) ซึ่งมาให้นิมิตหลายครั้ง การสร้างโบสถ์นี้ลำบากยากเข็ญเพราะต้องนำหินแกรนิตมาจากเกาะโชเซย์ (iles Chaussey) หรือจากเบรอะตาญ (Bretagne) อันเป็นแคว้นใกล้เคียง ทั้งยังต้องลำเลียงหินสู่ยอดเขา มงต์-แซงต์-มิเชลกลายเป็นที่จาริกแสวงบุญของคริสต์ ศาสนิกชนผู้ที่เคร่งศาสนา จะเดินข้ามจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะยามน้ำทะเลลด หากกระแสน้ำเปลี่ยนเร็วมาก จึงทำให้ผู้จาริกแสวงบุญเสียชีวิตอยู่เนืองๆ

Mont Saint Michel France 6    Mont Saint Michel France 7

ระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึงศตวรรษที่ 16 มีการสร้างเพิ่มเติม ในศตวรรษที่ 10 นักบวชเบเนดิคตีนมาปักหลักที่นี่ ผู้คนค่อยๆ มาอพยพมายังเกาะ ตั้งหมู่บ้านที่เชิงเขา สภาพภูมิประเทศของมงต์-แซงต์-มิเชลทำให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอังกฤษระหว่าง สงครามร้อยปี อย่างไรก็ตามแบบสถาปัตยกรรมของมงต์-แซงต์-มิเชลเป็นป้อมปราการที่พร้อมรับมือข้าศึก ช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสจนถึง ค.ศ.1863 มงต์-แซงต์-มิเชล กลายเป็นที่คุมขังนักโทษ

Mont Saint Michel France 8    Mont Saint Michel France 9

ต่อมาในค.ศ.1874 รัฐจัดให้มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นโบราณสถาน และทำการบูรณะครั้งใหญ่ โบสถ์เล็กๆ กลายเป็นวิหารขนาดใหญ่ด้วยการใช้โบสถ์เก่าเป็นฐานใน ค.ศ.1969 นักบวชเริ่มกลับมายัง มงต์-แซงต์-มิเชล ทำให้มีกิจกรรมทาง ศาสนาอย่างต่อเนื่อง ในค.ศ.1979 ยูเนสโกประกาศให้มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นมรดกโลก วิคตอร์ อูโก (Victor Hugo) นักเขียนเพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่เปรียบมงต์-แซงต์-มิเชลของฝรั่งเศสดุจดั่ง พีระมิดใหญ่ของอียิปต์


Mont Saint Michel France 10

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

 Eiffel Tower


 The Eiffel Tower (/ˈfəl ˈtaʊər/ EYE-fəl TOWR; French: Tour Eiffel, pronounced:  is a wrought iron lattice tower on the Champ de Mars in Paris, France. It is named after the engineer Gustave Eiffel, whose company designed and built the tower.
Constructed from 1887-89 as the entrance to the 1889 World's Fair, it was initially criticized by some of France's leading artists and intellectuals for its design, but it has become a global cultural icon of France and one of the most recognisable structures in the world.[3] The Eiffel Tower is the most-visited paid monument in the world; 6.91 million people ascended it in 2015.
The tower is 324 metres (1,063 ft) tall, about the same height as an 81-storey building, and the tallest structure in Paris. Its base is square, measuring 125 metres (410 ft) on each side. During its construction, the Eiffel Tower surpassed the Washington Monument to become the tallest man-made structure in the world, a title it held for 41 years until the Chrysler Building in New York City was finished in 1930. Due to the addition of a broadcasting aerial at the top of the tower in 1957, it is now taller than the Chrysler Building by 5.2 metres (17 ft). Excluding transmitters, the Eiffel Tower is the second-tallest structure in France after the Millau Viaduct.
The tower has three levels for visitors, with restaurants on the first and second levels. The top level's upper platform is 276 m (906 ft) above the ground – the highest observation deck accessible to the public in the European Union. Tickets can be purchased to ascend by stairs or lift (elevator) to the first and second levels. The climb from ground level to the first level is over 300 steps, as is the climb from the first level to the second. Although there is a staircase to the top level, it is usually only accessible by lift.

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559


Lyrics to Je M'appelle Hélène :

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Hélène
J'ai mes joies mes peines
Elles font ma vie
Comme la vôtre

เอเลน
ฉันมีทั้งความสุขและความทุกข์
เป็นส่วนประกอบของชีวิต
เช่นกันกับคุณทุกคน

Je voudrais trouver l'amour
Simplement trouver l'amour

ฉันอยากมีความรัก
แค่อยากมีความรัก

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Hélène
Si mes nuits sont pleines
De rêves de poèmes
Je n'ai rien d'autre

เอเลน
หากทุกค่ำคืนจะสมบูรณ์
ด้วยความฝันถึงบทกวีมากมาย
ฉันก็มีเพียงแค่นั้น

Je voudrais trouver l'amour
Simplement trouver l'amour

ฉันอยากมีความรัก
แค่อยากมีความรัก

Et même
Si j'ai ma photo
Dans tous les journaux
Chaque semaine

และอาจจริงที่ว่า
มีภาพฉันมากมาย
ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
ในแต่ละสัปดาห์

Personne
Ne m'attend le soir
Quand je rentre tard
Personne ne fait battre mon cœur
Lorsque s'éteignent les projecteurs

แต่ก็ไม่มีใครสักคน
รอฉันในยามค่ำคืน
เมื่อฉันกลับบ้านดึก
ไม่มีผู้ใดทำให้หัวใจฉันเต้นแรง
เมื่อฉันปิดไฟ

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Je voudrais trouver l'amour
Simplement trouver l'amour

ฉันอยากมีความรัก
แค่อยากมีความรัก

Et même
Quant à la télé
Vous me regardez
Sourire et chanter

และก็จริงอีกว่า
เหมือนในโทรทัศน์
คุณดูฉัน
ยิ้มและร้องเพลง

Personne
Ne m'attend le soir
Quand je rentre tard
Personne ne fait battre mon cœur
Lorsque s'éteignent les projecteurs

แต่ก็ไม่มีใครสักคน
รอฉันในยามค่ำคืน
เมื่อฉันกลับบ้านดึก
ไม่มีผู้ใดทำให้หัวใจฉันเต้นแรง
เมื่อฉันปิดไฟ

Hélène
Je m'appelle Hélène
Je suis une fille
Comme les autres

เอเลน
ฉันชื่อ เอเลน
เป็นหญิง
เช่นกันกับคนอื่นๆ

Hélène
Et toutes mes peines
Trouverons l'oubli
Un jour ou l'autre

เอเลน
และความทุกข์ทั้งปวงของฉัน
จะไม่หลงเหลือให้จดจำอีกต่อไป
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

Quand je trouverai l'amour
Quand je trouverai l'amour

เมื่อฉันพบรัก
เมื่อฉันพบรัก
                                                               

                                                            เจ้าชายน้อย : Le petit prince

                เจ้าชายน้อย (ฝรั่งเศส : Le petit prince, อังกฤษ : The Little prince) เป็นนวนิยายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของ อองตวน เดอ แซง-แตกซูเปรี นักเขียนชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์ครั้งปี ค.ศ.1943 เขาเขียนนวนิยายชิ้นนี้ขณะพำนักอยู่ที่นิวยอร์ก เจ้าชายน้อยถือว่าเป็นหนังสือขายดีติดอันดับ ได้รับการแปลกว่า 190 ภาษา กว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก หลายประเทศได้นำไปสร้างเป็นการ์ตูน ภาพยนตร์ และในรูปแบบอื่นๆ แรกเริ่มเดิมที     อองตวนเดอ แซง-แตกซูเปรี มีจุดประสงค์เขียนเพื่อเสียดสีสังคมเท่านั้น แต่ด้วยเนื้อหาที่มีแง่คิดดีๆ ได้ถูกนักวิจัยจัดให้งานเขียนชิ้นนี้อยู่ในวรรณกรรมเยาวชนแทน ทั้งยังมีแง่คิดดีๆ ที่คล้ายคลึงกับหลักพุทธธรรมอีกด้วย เช่น หลักอนิจจัง



                การเดินทางของเจ้าชายน้อย เจ้าชายจากดาวดวงเล็กซึ่งมีภูเขาไฟลูกเล็กๆไม่กี่ลูกและดอกกุหลาบผู้แสนเย่อหยิ่งจนทำให้เจ้าชายน้อยสับสนในความสัมพันธ์ เขาออกจากดาวของตนเพื่อเสาะหาความหมายของมิตรภาพ เจ้าชายน้อยได้พบคนมากมาย ทั้งชายขี้เมา นักธุรกิจ พระราชา ชายหลงตัว นักภูมิศาสตร์ และคนจุดโคม แต่ไม่ได้คำตอบ ในที่สุด เจ้าชายน้อยก็มาถึงดาวโลก เขาได้พบสุนัขจิ้งจอกและดอกกุหลาบมากมายที่เหมือนกุหลาบบนดาวของเขา ซึ่งทำให้เขาสับสนหนักขึ้นกับสิ่งที่ตัวเขาพบเจอ แต่แล้วสุนัขจิ้งจอกก็ได้สอนให้เจ้าชายน้อยรู้จักความหมายของมิตรภาพที่เขาเฝ้าค้นหา และก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ความช่างคิดและความรักที่เขามีต่อดอกกุหลาบบนดาวของเขาก็ทำให้นักบินคนหนึ่งที่เครื่องบินตกกลางทะเลทราย และได้พบเจ้าชายน้อยโดยบังเอิญ ได้สัมผัสมิตรภาพจากเจ้าชายองค์นี้และนำมาบอกเล่าให้เราได้รู้



          สิ่งต่างๆที่เจ้าชายน้อยเดินทางไปพบ จริงๆแล้วก็เป็นสิ่งเดียวกับที่เราเจอะเจอในชีวิตประจำวัน คนที่นั่งนับแต่ดาวทั้งวันโดยไม่รู้ว่าการนับหรือแม้แต่ดาวทั้งหมดบนฟ้า มีประโยชน์อะไร..พระราชาที่ไม่มีใครให้ปกครอง มุมมองของเจ้าชายน้อยที่มีต่อคนเหล่านี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า..ความสุขที่แท้จริงของชีวิตอยู่ตรงไหน..เคยมีสักครั้งไหมที่ในชีวิตไม่รู้ว่าทำอะไรบางอย่างไปทำไม  เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เจ้าหมาจิ้งจอกสอนเจ้าชายน้อยก็เป็นสิ่งที่จริงเป็นอย่างยิ่ง หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของเจ้าชายน้อยกับดอกกุหลาบที่น่าจะเป็นตัวแทนของความรัก ถ้าจะถามว่าผู้อ่านได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้..ได้มองชีวิตในมุมที่ต่างออกไป มองง่ายๆ คิดง่ายๆ ด้วยใจที่ปราศจากอคติ มองเห็นความงดงามของชีวิต ของโลก และได้เรียนรู้ว่า..”เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น..สิ่งสำคัญนั้น บางครั้งก็ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา”..

                                                     

                                                        ผู้แต่ง : Antoine de Saint Exupery (อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี)

                                                 ผู้แปล : อำพรรณ โอตระกูล : สำนักพิมพ์ SE-ED