วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

An Everlasting Light

ศิลปินฝรั่งเศสแต่งเพลง “แสงสว่างที่ไม่เคยดับ” ถวายอาลัยในหลวง ร.9





นายฟร้องค์ แอร์ก็อตต์ ศิลปินชาวฝรั่งเศส และอาจารย์ประจำวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดทำบทเพลงพิเศษ An Everlasting Light หรือ “แสงสว่างที่ไม่เคยดับ” โดยร่วมประพันธ์และขับร้องกับศิลปินจาก 8 ประเทศ เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
นายแอร์ก็อตต์ บอกกับบีบีซีไทยว่าเริ่มประพันธ์เพลงนี้ตั้งแต่ทราบถึงพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และได้เห็นความทุกข์ใจของคนไทย จึงอยากมอบบทเพลงนี้เป็นกำลังใจให้คนไทยเพื่อช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้ เขาต้องการให้เพลงนี้เป็นสื่อแทนความรู้สึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาหาเลี้ยงชีพหรือพักอาศัยในประเทศไทย ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์
นายแอร์ก็อตต์ เล่าว่าเขาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเพื่อน ๆ นักดนตรีที่รู้จักมักจะเล่าเรื่องราวของ "ในหลวง ร.9" ให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง โดยเขาเองมีความประทับใจในพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีและมักจะอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงอยู่เสมอ เพราะมีทำนองที่ติดหูและเข้าถึงใจ
นายแอร์ก็อตต์ มองว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเปรียบได้ดังแสงสว่างที่ไม่เคยดับในใจของคนไทย โดยพระราชกรณียกิจมากมายที่พระองค์ทรงวางรากฐาน รวมถึงบทเพลงพระราชนิพนธ์ จะยังคงเป็นมรดก และแสงสว่างนำทางประเทศไทยต่อไป..
ที่มา:http://www.bbc.com

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Le Mont-Saint-Michel

Mont Saint-Michel
เมื่อพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส แทบทุกคนคงนึกถึง “หอไอเฟล” ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางกรุงปารีส รวมถึงพระราชวังสำคัญของโลกอย่างแวร์ซายและลูร์ฟ
แต่จริงๆ แล้วฝรั่งเศสยังมีสิ่งก่อสร้างชื่อก้องโลกอยู่อีกแห่งคือ “มองแซงมิเชล” (Mont Saint-Michel) ที่แปลว่า “เนินเขาแห่งเซนต์ไมเคิล” เป็นวิหารคริสต์ที่สร้างอยู่บนเกาะกลางทะเลริมชายฝั่งแคว้นนอร์มังดี และเมื่อน้ำลดก็สามารถเดินจากชายฝั่งไปยังวิหารแห่งนี้ได้เลย
มงแซงมิเชลถูกยกให้เป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกตะวันตก” (Wonder of the Western World) และเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศฝรั่งเศส ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากถึง 3 ล้านคน
ประวัติ
มงแซงมิเชลถือเป็น “สิ่งมหัศจรรย์” แห่งประเทศฝรั่งเศส เดิมทีเกาะแห่งนี้เรียกว่า Mont Tombe มีคนมาอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยของชนเผ่าแฟรงก์ ตำนานการก่อสร้างวิหารบนเกาะแห่งนี้คือ บิชอป Aubert of Avranches ที่มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 7 ฝันว่ามีเทวฑูต “เซนต์ไมเคิล” สั่งให้มาสร้างโบสถ์บนเกาะปากแม่น้ำ Couesnon แต่บิชอปก็ไม่ได้สนใจทำตามความฝันอันนี้
ตามตำนานเล่าว่าเทวฑูตมาเข้าฝันบิชอปถึง 3 ครั้ง และครั้งสุดท้ายยังเอานิ้วจิ้มหัวของบิชอปด้วย เมื่อตื่นมาแล้วบิชอปพบว่าศีรษะของตัวเองมีรอย จึงเชื่อว่าความฝันเป็นจริง และริเริ่มการสร้างโบสถ์บนเกาะแห่งนี้ในปี ค.ศ.  709 จากนั้นหลังบิชอปเสียชีวิตใน ค.ศ. 720 คนยุคต่อมาก็ค่อยๆ สร้างต่อเติมมงแซงมิเชลมาเรื่อยๆ สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของวิหารเป็นแบบโรมาเนสค์ (Romanesque) และถูกปรับเป็นแบบโกธิค (Gothic) ในยุคกลาง ประมาณศตวรรษที่ 15

ทำเลที่ตั้ง

Mont Saint-Michel ตั้งอยู่ริมทะเลในแคว้นนอร์มังดีทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ห่างจากกรุงปารีสประมาณ 360 กิโลเมตร เมืองที่ใกล้ที่สุดคือเมือง Avranches และ Pontorson อยู่ไม่ไกลนักจากเมืองตากอากาศ St. Malo

ที่ตั้งของ Mont Saint-Michel ทางตะวันตกของฝรั่งเศส
ที่ตั้งของ Mont Saint-Michel ทางตะวันตกของฝรั่งเศส

ถ้าดูจากแผนที่ Google Maps จะเห็นว่า Mont Saint-Michel มีสถานะเป็นเกาะอยู่ริมชายหาดเลย จากภาพจะเห็นว่าตัวเกาะจะอยู่บริเวณปากแม่น้ำที่มีแม่น้ำ 2 สายไหลมาเจอกันพอดี

แผนที่เกาะ Mont Saint-Michel
แผนที่เกาะ Mont Saint-Michel

ในอดีตที่ผ่านมา การไปยังเกาะแห่งนี้ต้องใช้เรือเท่านั้น แต่ในสมัยใหม่ก็มีการสร้างถนนเชื่อมไปยังตัวเกาะ อย่างไรก็ตาม ถนนเส้นนี้กลับสร้างผลกระทบต่อทิศทางน้ำ เพราะขวางทางน้ำของแม่น้ำสองสาย ส่งผลให้น้ำแห้งขอดลง
ล่าสุดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสจึงทุบถนนเส้นเดิมทิ้ง และสร้างสะพานข้ามไปยังเกาะแทน เพื่อให้น้ำลอดผ่านใต้สะพานได้ด้วย มีการนำหลักวิศวกรรมสมัยใหม่มาช่วยประเมินทิศทางไหลของน้ำ ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง
ภาพดานล่างนี้เป็นภาพถ่ายจากบนวิหารย้อนกลับมายังชายฝั่ง จะเห็นสะพานเส้นใหม่ที่ตัดข้ามน้ำมาสู่เกาะมงแซงมิเชล ส่วนถนนเส้นเก่ากำลังอยู่ระหว่างรื้อถอน (เมื่อเดือน พ.ค. 2015 ยังเห็นรถขุดมาปรับสภาพพื้นที่กันอยู่)

สะพานเข้าสู่ Mont Saint-Michel

สะพานเข้าสู่ Mont Saint-Michel

คลิปแนะนำมงแซงมิเชล และการสร้างสะพานอันใหม่ในปี 2009 เพื่อปรับสถานะของมงแซงมิเชลกลับมาเป็นเกาะกลางน้ำอีกครั้ง

การเดินทางมายังมงแซงมิเชล

เนื่องจากมงแซงมิเชลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของโลก ในบริเวณนั้นจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านอาหาร ที่พัก มากมาย การเดินทางไปยังมงแซงมิเชลต้องเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้น สำหรับผู้ที่มาด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือมากับกรุ๊ปทัวร์คงไม่มีปัญหา
ในกรณีที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเอง สามารถนั่งรถไฟมาลงที่เมือง Pontorson และต่อรถบัสมายังมงแซงมิเชลได้เลย (ค่ารถที่ระบุในเว็บไซต์คือ 12.70 ยูโร) ส่วนถ้ามาโดยเครื่องบินโดยไม่ลงที่ปารีส สนามบินที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่เมือง Rennes และ Dinard Pleurtuit ถ้ามาลงที่ Rennes สามารถต่อรถบัสมาได้เช่นกัน
ปัจจุบันมงแซงมิเชลได้ปรับพื้นที่โดยรอบใหม่ โดยจะมีศูนย์นักท่องเที่ยวอยู่บริเวณจอดรถยนต์-รถบัส ที่ห่างออกมาจากตัววิหารอยู่ประมาณหนึ่ง เราต้องจอดรถแล้วนั่งรถชัทเทิลบัสบริการฟรี ข้ามสะพานไปยังตัวเกาะ (หรือจะขี่จักรยาน-เดินไปก็ได้ มีฝรั่งทำกันเยอะแต่ก็ไกลพอสมควร)


วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560







La Fête Nationale
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วันชาติฝรั่งเศส ภาษาฝรั่งเศส


วันบัสตีย์ เป็นวันชาติของฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ในประเทศฝรั่งเศส วันดังกล่าวถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า "งานเฉลิมฉลองแห่งชาติ" (La Fête Nationale) และเรียกโดยทั่วไปว่า "สิบสี่กรกฎา" (le quatorze juillet) วันดังกล่าวเป็นการรำลึกถึงวันหยุดสหพันธรัฐ (Fête de la Fédération) ในปี ค.ศ. 1790 ซึ่งตรงกับวันครบรอบการโจมตีคุกบัสตีย์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 หนึ่งปีพอดี วันครบรอบการบุกโจมตีคุกปราการบัสตีย์ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์การลุกฮือของชาติสมัยใหม่ และการปรองดองชาวฝรั่งเศสด้วยราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ สมัยก่อนสาธารณรัฐที่ 1 ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส งานฉลองและพิธีการทางการถูกจัดขึ้นทั่วประเทศฝรั่งเศส การเดินสวนสนามประจำปีที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปถูกจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม บนถนนช็องเซลีเซในปารีส ต่อหน้าประธานาธิบดีฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแขกต่างประเทศ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วันชาติฝรั่งเศส ภาษาฝรั่งเศส
เหตุการณ์และประเพณี
การเดินสวนสนามเริ่มจากนักเรียนทหารจากโรงเรียนทหารหลายแห่ง จากนั้นจึงเป็นทหารราบ ทหารยานยนต์ อากาศยานจากปาทรูยเดอฟร็องส์บินอยู่บนท้องฟ้า ในปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะเชิญหน่วยทหารจากประเทศพันธมิตรของฝรั่งเศสร่วมเดินสวนสนามด้วย ในปี ค.ศ. 2004 อันเป็นปีครบรอบหนึ่งร้อยปีความตกลงฉันทไมตรี (Entente Cordiale) ทหารอังกฤษได้นำการเดินสวนสนามวันบัสตีย์เป็นครั้งแรก โดยมีเรดแอโรวส์บินอยู่เหนือศีรษะ[3] ในปี ค.ศ. 2007 กองพลน้อยพลร่มที่ 26 ของเยอรมนีนำหน้าการเดินสวนสนาม ตามด้วยนาวิกโยธินอังกฤษ
ในวันนี้ยังเป็นวันที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะให้สัมภาษณ์แก่สื่อ โดยอภิปรายสถานการณ์ของประเทศ เหตุการณ์ปัจจุบัน และโครงการในอนาคต แต่นีกอลา ซาร์กอซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนที่ 23 ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์
รัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศส มาตรา 17 ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดี ในการอภัยโทษแก่ผู้กระทำความผิด และตั้งแต่ ค.ศ. 1991 เป็นต้นมา ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ใช้อำนาจนี้ในการอภัยโทษผู้กระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นผู้กระทำผิดกฎจราจร ในวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี แต่หลังจากปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา อดีตประธานาธิบดีซาร์กอซีประกาศให้ยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าว

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

การเดินสวนสนาม


การเดินสวนสนามวันบัสตีย์นั้นเป็นการเดินสวนสนามฝรั่งเศสที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในกรุงปารีสนับตั้งแต่ ค.ศ. 1880 ในตอนเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม แต่ก่อนการเดินสวนสนามดังกล่าวจัดขึ้นที่อื่นในหรือใกล้กับกรุงปารีส แต่หลังจากปี ค.ศ. 1918 ได้ย้ายมาจัดที่ถนนช็องเซลีเซ ด้วยการเห็นพ้องอย่างชัดเจนของฝ่ายสัมพันธมิตรที่เป็นตัวแทนในการประชุมสันติภาพแวร์ซาย ยกเว้นช่วงที่เยอรมนียึดครองฝรั่งเศสจาก ค.ศ. 1940 ถึง 1944[4] ขบวนสวนสนามเคลื่อนลงมาตามถนนช็องเซลีเซ จากประตูชัยฝรั่งเศสไปถึงจัตุรัสกงกอร์ด ที่ซึ่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส คณะรัฐบาลและเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศฝรั่งเศสยืนอยู่ การเดินสวนสนามวันบัสตีย์ได้รับความนิยมในฝรั่งเศส มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ และเป็นการเดินสวนสนามเป็นปกติที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ในบางปียังได้มีการเชิญทหารต่างประเทศเข้าร่วมในขบวนสวนสนามและเชิญรัฐบุรุษต่างประเทศเข้าร่วมในฐานะแขก
นอกจากนี้ ยังมีการเดินขบวนสวนสนามขนาดเล็กกว่าตามเมืองที่มีกองทหารประจำอยู่ของฝรั่งเศส อันประกอบด้วยทหารในท้องถิ่นนั้น




เพลงชาติฝรั่งเศส

La Marseillaise

Allons, enfants de la Patrie,
Le jour de gloire est arrive,
Contre nous de la tyrannie
L’etendard sanglant est leve,
L’etendard sanglant est leve.
Entendez-vous, dans le campagnes,
Mugir ces feroces soldats?
Ils viennent jusque dans nos bras,
Egorger nos fils, nos compagnes.
Aux armes, citoyens!
Formez vos bataillons!
Marchons! Marchons!
Qu’un sang impur
abreuve nos sillons






วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

Possible Self-Portrait of Leonardo da Vinci.jpg
ภาพวาดตนเองเขียนขึ้นราว ค.ศ. 1512-15151 จากหอสมุดหลวงแห่งตูริน
เกิด
15 เมษายน ค.ศ. 1452
เมืองวินชี จังหวัดฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
ถึงแก่กรรม
2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 (อายุ 67 ปี)
เมืองออมบัวซ์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศฝรั่งเศส)
สัญชาติ
อิตาลี
อาชีพ
สถาปนิก นักดนตรี นักกายวิภาค นักประดิษฐ์ วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ
เป็นที่รู้จักจาก


                   เลโอนาร์โด ดา วินชี (อิตาลี: Leonardo da Vinci) เป็นชาวอิตาลี (เกิดที่เมืองวินชี วันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452 - เสียชีวิตที่เมืองออมบัวซ์ ในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519) เป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย เป็นทั้ง สถาปนิกแบบเรอเนซองส์ นักดนตรี นักกายวิภาคศาสตร์ นักประดิษฐ์ วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ ดา วินชี มีงานศิลปะที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น เช่น พระกระยาหารมื้อสุดท้าย และ โมนา ลิซ่า งานของ ดา วินชี ยังสร้างคุณประโยชน์กับวิชากายวิภาคศาสตร์ ดาราศาสตร์ เป็นบุคคลแรกที่วางรากฐานด้านการบิน รวมถึงวิศวกรรมโยธา ด้วยความที่เป็นบุรุษที่มีจิตวิญญาณที่รักในศาสตร์หลายแขนง เลโอนาร์โดทำให้เกิดจิตวิญญาณของสหวิทยาการในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และกลายเป็นบุคคลสำคัญของยุคนั้น
โมนาลิซ่า ภาพวาดที่อาจจะมีชื่อเสียงที่สุดในโลก
ภาพกายวิภาคที่ก้าวล้ำยุคสมัยไปมาก ที่เรารู้จักกันในนามของ "วิทรูเวียนแมน" (Vitruvian Man)
ปาโบล ปีกัสโซ ในปี ค.ศ. 1962
ชื่อเกิด   
Pablo Diego José Francisco de Paula Juan Nepomuceno María de los Remedios Cipriano de la Santísima Trinidad Ruiz y Picasso
เกิด        
25 ตุลาคม ค.ศ. 1881(1881-10-25)
สเปน
              เสียชีวิต               
 8 เมษายน ค.ศ. 1973 (91 )
สัญชาติ  
มีชื่อด้าน
จิตรกรรม
รูปแบบ


ปาโบล รุยซ์ ปีกัสโซ  (สเปน: Pablo Ruiz Picasso) จิตรกรเอกของโลก เป็นบุคคลที่นิตยสาร TIME ยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปีกัสโซเกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปี 1881 ที่เมืองมาลากา แคว้นอันดาลูเซียทางตอนใต้ของ ประเทศสเปน เป็นบุตรชายคนโตของดอนโคเซ รุยซ์ อี บลัสโก (ค.ศ. 1838-1913) กับมารีอา ปีกัสโซ อี โลเปซ บิดาเป็นครูสอนศิลปะในมหาวิทยาลัย งานของปีกัสโซเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงทิศทางรูปแบบของผลงานนั้นเกิดจากหรืออาจได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เฟอร์นานเดอ โอริเวียร์ Fernande Olivier ซึ่งเป็นคนรักคนแรกของเขา และเขาได้แต่งงานครั้งที่ 2 กับแจ็คเกอรีน โร๊ค ในปี 1961 และเขาจบชีวิตศิลปินลงในวันที่ 8 เมษายน ปี 1973 เสียชีวิตในวัย 91 ปี

Vincent van Gogh photo cropped.jpg



ชื่อเมื่อเกิด
ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค
วันเกิด
วันเสียชีวิต
เชื้อชาติ
เนเธอร์แลนด์
สาขา
ยุค
งานสำคัญ

ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคค หรือที่ในไทยรู้จักในชื่อ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (30 มีนาคม ค.ศ. 1853 — 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1890) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ในลัทธิประทับใจยุคหลัง (post-impressionism) ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะสมัยใหม่ด้วยผลงานที่สีสันสดใสและมีผลกระทบทางอารมณ์ เขามีอาการของโรควิตกกังวลและต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบั้นปลายชีวิต จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยแผลที่ยิงตัวเองเมื่ออายุ 37 ปี
เขาไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับตอนที่มีชีวิตอยู่ แต่เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นหลังจากเสียชีวิตแล้ว ทุกวันนี้เขานับเป็นหนึ่งในจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งและเป็นผู้มีอิทธิพลต่อพื้นฐานของศิลปะสมัยใหม่ ฟัน โคค เริ่มวาดรูปเมื่อเขาอายุย่างเข้า 20 ตอนปลาย และผลงานที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ของเขาถูกวาดในระยะ 2 ปีสุดท้ายของชีวิต เขาสร้างผลงานมากกว่า 2,000 ชิ้นซึ่งประกอบด้วยภาพเขียน 900 ชิ้น ภาพวาดและแบบร่าง 1,100 ชิ้น ผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะนวยุคนิยมที่ตามมา ปัจจุบันผลงานหลายชิ้นของเขา เช่นภาพเขียนตัวเอง ภาพทิวทัศน์ ภาพเหมือน และดอกทานตะวัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดและแพงที่สุดในโลก
"ราตรีประดับดาว" หนึ่งในผลงานที่รู้จักกันมากที่สุดของฟัน โคค

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

La Révolution française est la période de l'histoire de France comprise entre l'ouverture des États généraux, le , et le coup d'État du 18 brumaire de Napoléon Bonaparte, le 9 novembre 1799. Il s'agit d'un moment crucial de l'histoire de France, puisqu'elle marque la fin de l'Ancien Régime, et le remplacement de la monarchie absolue française par une monarchie constitutionnelle, puis par la Première République. Elle a mis fin à la royauté, à la société d'ordres et aux privilèges. Elle a légué à la France la Déclaration des droits de l'homme et du citoyen, qui proclame l'égalité des citoyens devant la loi, les libertés fondamentales et la souveraineté de la Nation, apte à se gouverner au travers de représentants élus. Plusieurs centaines de milliers de personnes trouvèrent la mort durant cette révolution, notamment pendant la Terreur (16 594 personnes guillotinées[1]) et pendant les tentatives de contre-révolution, notamment la guerre de Vendée.
Dès son commencement, la portée universelle des idées de la Révolution française a été proclamée par ses partisans, et l'ampleur de ses conséquences soulignée par ses détracteurs[2]. Les guerres de la Révolution française, qui ont touché une large partie de l’Europe continentale, ont abouti à la création de « républiques sœurs » et à la transformation des frontières et des États d'Europe, contribuant à la diffusion des idées révolutionnaires. Ces conflits ont ensuite trouvé leur prolongement dans les guerres napoléoniennes. La Révolution est restée un objet de débats ainsi qu'une référence positive tout autant que négative tout au long des deux siècles qui l'ont suivie, en France comme dans le monde.
La Révolution française a créé des divisions immédiates et durables entre les partisans des idées révolutionnaires et les défenseurs de l'ordre ancien, et aussi entre les anticléricaux et l'Église catholique.
En 1799, Napoléon Bonaparte accède au pouvoir et inaugure la période du Consulat, qui aboutit, cinq ans plus tard, à l'avènement de l'Empire.


การปฏิวัติฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Révolution française) ระหว่าง ค.ศ. 1789-1799 เป็นยุคสมัยแห่งกลียุค (upheaval) ทางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนถึงรากฐานในฝรั่งเศสซึ่งมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อฝรั่งเศสและยุโรปที่เหลือ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษล่มสลายลงใน 3 ปี สังคมฝรั่งเศสผ่านการปฏิรูปขนาดใหญ่ โดยเอกสิทธิ์ในระบบเจ้าขุนมูลนาย ของอภิชนและทางศาสนาหมดสิ้นไปภายใต้การประทุษร้ายอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มการเมืองฝ่ายสาธารณรัฐมูลวิวัติ ฝูงชนบนท้องถนน และชาวนาในชนบท[1] ความคิดเก่าเกี่ยวกับประเพณีและลำดับชั้นบังคับบัญชา ของอำนาจพระมหากษัตริย์ อภิชนและศาสนา ถูกโค่นล้มอย่างฉับพลันโดยความเสมอภาค ความเป็นพลเมือง และสิทธิที่ไม่โอนให้กันได้ อันเป็นหลักการใหม่แห่งยุคเรืองปัญญา
การปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้นใน ค.ศ. 1789 ด้วยการเรียกประชุมสภาฐานันดรในเดือนพฤษภาคม ในปีแรกของการปฏิวัติ เกิดเหตุการณ์สมาชิกฐานันดรที่สามประกาศคำปฏิญาณสนามเทนนิสในเดือนมิถุนายน การทลายคุกบัสตีย์ในเดือนกรกฎาคม คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองในเดือนสิงหาคม และการเดินขบวนสู่แวร์ซายซึ่งบังคับให้ราชสำนักกลับไปยังกรุงปารีสในเดือนตุลาคม เหตุการณ์อีกไม่กี่ปีถัดมาส่วนใหญ่เป็นความตึงเครียดระหว่างสมัชชาเสรีนิยมต่าง ๆ และพระมหากษัตริย์ฝ่ายขวาแสดงเจตนาขัดขวางการปฏิรูปใหญ่
มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา ภัยคุกคามจากนอกประเทศยังมีบทบาทครอบงำในพัฒนาการของการปฏิวัติ สงครามปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1792 และสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสที่อำนวยการพิชิตคาบสมุทรอิตาลี กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำและดินแดนส่วนใหญ่ทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์ อันเป็นความสำเร็จซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสแต่ก่อนทำไม่ได้มาหลายศตวรรษ
ส่วนในประเทศ อารมณ์ของประชาชนได้เปลี่ยนการปฏิวัติถึงรากฐานอย่างสำคัญ จนลงเอยด้วยการขึ้นสู่อำนาจของมักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์และกลุ่มฌากอแบ็ง (Jacobins) และเผด็จการโดยแท้โดยคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะระหว่างสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1793 ถึง 1794 ซึ่งมีผู้ถูกสังหารถึงระหว่าง 16,000 ถึง 40,000 คน[2] หลังกลุ่มฌากอแบ็งเสื่อมอำนาจและรอแบ็สปีแยร์ถูกประหารชีวิต คณะดิเร็กตัวร์ (Directoire) เข้าควบคุมรัฐฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1795 และถืออำนาจถึง ค.ศ. 1799 เมื่อถูกแทนที่ด้วยคณะกงสุล (Consulat) ภายใต้นโปเลียน โบนาปาร์ต


การปฏิวัติฝรั่งเศสนำมาซึ่งยุคใหม่ของฝรั่งเศส การเติบโตของสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเสรีนิยม การแผ่ขยายของฆราวาสนิยม การพัฒนาอุดมการณ์สมัยใหม่และการประดิษฐ์สงครามเบ็ดเสร็จ[3] ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติ เหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งสามารถสืบยอนไปได้ถึงการปฏิวัติมีสงครามนโปเลียน การฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์สองครั้งแยกกัน และการปฏิวัติอีกสองครั้ง (ค.ศ. 1830 และ 1848) ขณะที่ฝรั่งเศสสมัยใหม่ก่อร่างขึ้น